working-learning integration

ปี สองปีมานี้ เพื่อนรอบตัวยกโล่ให้เราเป็นคนบ้างานอันดับต้นๆ
ถึงขนาดที่เวลาบ่นกับเพื่อนว่าอยากแต่งงานแล้ว มีแฟนเถอะ พออออ
แต่เพื่อนก็มักจะบอกว่า “ไม่จริงหรอก แกไม่ได้อยากมีแฟนจริงๆ ชีวิตแกมีแต่งาน”

ย้อนกลับมาสังเกตตัวเอง เราก็คิดว่ามีความเป็นจริงอยู่พอสมควร 555
ชีวิตทุกวันนี้มีแต่งานอย่างแท้จริง และเป็นความยินยอมจากส่วนลึกของตัวเองด้วย
อะไรที่พาเราก้าวมาจนถึงจุดนี้?
พยายามทบทวน พบว่ามีหลายๆ อย่างที่ช่วยหล่อหลอมจนเป็นเราเวอร์ชั่นคนบ้างาน

1.Working-learning integration
เราเป็นคนอินเรื่องการเรียนรู้ ชอบเห็นตัวเองพัฒนาไปเรื่อยๆ ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตามที่สนใจ
ก่อนหน้านั้นก็อินกับการอ่านหนังสือ ดูซีรีย์ เข้า workshop
แต่พอโควิดมา ก็ไม่ได้ไปเข้า workshop อะไรเลย
ทำให้ได้ย้อนมาสังเกตว่า จริงๆ แล้ว การทำงานนี่แหละคือโรงเรียนของเรา
ประสบการณ์การทำงานนี่แหละที่จะพาเราเรียนรู้ ยิ่งถ้าได้ทำงานใหม่ๆ
งานที่ไม่เคยทำ ก็น่าจะพาเราไต่ขอบที่ไม่เคยไปได้
จากจุดนั้นก็เลยค่อนข้างเปิดใจกับการทำงานใหม่ๆ งานยากๆ มากขึ้น
แม้แต่งานเยอะๆ เราก็มองเห็นความท้าทายที่จะจัดการมันได้อย่างไร
ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเปิดโหมดโวยวายไปแล้ว

การเรียนรู้จากการทำงาน เอาจริง ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เราพึ่งมาเชื่อมัน หรือกลืนมันลงไปในตัวจริงๆ ก็ในจังหวะโควิด
และเป็นช่วงที่อคติในชีวิตหลายๆ อย่างลดลง โตขึ้นด้วยมั้ง

แม้แต่เรื่องความเห็นต่าง ความขัดแย้ง
สำหรับเราก็กลายเป็น challenge ให้ได้ฝึกฝนเรียนรู้เช่นกัน
ไม่ได้หมายความว่ามองบวกไปหมด
แต่เราเน้นมองโจทย์ จัดการ แก้ไข และพัฒนาตัวเองเป็นหลัก

สนุกดี การเรียนรู้ในพื้นที่ใหม่ๆ บนหน้างาน
ชอบที่ตัวเองได้เจอสภาวะพังทลาย ไม่แน่ใจ กลัว สภาวะที่ต้องอดทน แบบมี deadline
คือถึงภายในใจเราจะไม่ไหว แต่ก็มีกำหนดว่าปล่อยไหลไม่ได้นะ มี control factor อยู่ แหะๆ
เลยได้ก้าวข้ามขอบตัวเองมาเรื่อยๆ สั่งสมความมั่นใจบนความเปราะบางที่ซ่อนอยู่
บวกกับการ support จากคนรอบตัว มันเลยพอเอาตัวรอดมาได้เรื่อยๆ

2.การกระทำสำคัญกว่าคำพูด
ก่อนหน้านี้เราเป็นคนบ้าทฤษฎี บ้าอ่าน บ้าโยน framework ใส่ตัวเองคนอื่น
แต่มีเหตุการณ์ turning point ครั้งหนึ่ง ที่เราพยายามเขียนแผนงานออกมาเป็น Keyword ต่างๆ
คือภูมิใจมาก คำง่าย เห็นภาพรวมแน่ๆ ส่งต่อให้คนอื่นได้
แต่กลายเป็นว่าแผนงานนั้น ไม่มีใครสามารถเอาไปทำต่อได้เลย แบบ totally useless
ในใจเฟล แต่ขณะเดียวกันก็คือ enlighten เลยว่า
คนเราจะเขียนอะไรก็เขียนได้จริงๆ ลงมือทำจริงได้มั้ยก็อีกเรื่อง
หลังจากนั้น คือทฤษฎีสำหรับเราจึงเป็นเหมือน thought starter มากกว่า
เรารู้เพื่อมองให้รอบครอบคลุม

หลังๆ เลยพยายามทำๆๆๆๆๆๆ อย่างเดียว
เลิกคิดในหัว เลิกพ่นทฤษฎี ด่วนกระโดดเข้าหา framework แต่จะเน้นมองหา action
แม้แต่เวลาคุยกับใครก็ตาม จะสแกนหา action ในคำพูดเหล่านั้น
ถ้าไม่มีก็ถามต่อ เจาะต่อ ไม่อยากติดอยู่ที่ความคิด คำพูด
เพราะ action มันวัดได้ แต่คำพูดมันวัดไม่ได้

นี่คงเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่สิ่งที่ Value กับงานที่ทำมันสอดคล้องกันได้
จังหวะที่ทำงานแล้วเห็นจุดอ่อนตัวเอง และได้เติมเต็มมัน พัฒนาจนคล่องขึ้น
กลายเป็น achievement เล็กๆ รายวันที่ทำให้มีความสุขมาก

รวมๆ ทำงานตอนนี้ เลยสนุกดี

Leave a comment