พึ่งผ่านการทำ Project หนึ่งมา
ที่เราพึมพำกับตัวเองในวันแรกๆ ของการเริ่มทำว่า “no clear answer and very little data”
คือ ไม่มีข้อมูลเลยว่าจะเริ่มจากตรงไหน หาตัวอย่างไม่ค่อยเจอ
ไม่มีภาพจบในหัวว่าจะมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร มีแต่เป้าในใจของแบรนด์ที่อยากไปถึง
กลายเป็นการทำงานที่ Gap ระหว่าง Strategy กับ Execution มันกว้างมาก ไม่รู้จะเชื่อมกันอย่างไร
แต่เรารู้สึกท้าทายกับการทำงานครั้งนี้มาก เพราะอยากรู้ว่ามันจะไปจบอย่างไร
มันไม่ใช่การต่อจิ๊กซอว์ แต่คือการสร้างจิ๊กซอว์มาเชื่อมกันจนเป็นภาพ
ซึ่งมีทีมทุกคนมาช่วยกันสร้างภาพนี้ขึ้นมา จนวันนี้มันสำเร็จออกมาเป็นงานที่ทุกคนภูมิใจ
สิ่งหนึ่งที่เราสนใจเป็นพิเศษคือ พวกเราสามารถปั้นงานสื่อสารจากความว่างเปล่าสุดๆ ได้อย่างไร?
เลยลองสรุปออกมา เพื่อตกตะกอนและย้ำเตือนตัวเองในอนาคต
1.สร้างดราฟท์แรกให้เร็วที่สุด
ปั่น-ปั้น ทำ 1st draft ออกมาให้เร็วที่สุด มันไม่ดี มันไม่คราฟท์ ไม่เป็นไร
ขอแค่มาจากสิ่งที่เรามีในตัว ในหัวเรา ทำออกมาอย่างเต็มที่ จะไป survey เพิ่มก็ได้
มันจะทำให้เราเห็นภาพ รู้ว่าอะไรใช่ไม่ใช่ ต้องเติมอะไร ต้องล้างความเชื่ออะไร
การ brainstorm สร้างดราฟท์แรกจากทุกคนในทีม สำคัญสุดๆ
นอกจากจะได้ดราฟท์งาน เรายังได้เทความรู้ ความเชื่อในตัวทุกคนอีกด้วย
และหากมันจะมีปรับ มีต่อยอดอะไร มันจะมี base งานที่มาจากประสบการณ์ของทุกคนในทีม
2.ลงทุนกับการทำให้ทุกคนในทีมเห็นภาพเดียวกัน
สำหรับเรา การทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานเป็นทีม
และควรจะลงทุนเวลา เงิน แรงไปแบบไม่ต้องเสียดายอะไร
คำว่าภาพเดียวกันที่นี้รวมถึง เห็น mission เดียวกัน goal เดียวกัน process เดียวกัน
ถ้าต้องทำสไลด์ดึกๆ เพื่อสรุปภาพงานก็ต้องทำ
ถ้าต้องเสียเงินทำกราฟฟิกเพื่อให้ทีมงานเห็นภาพก็ต้องทำ
ถ้าต้องอธิบายร้อยพันครั้งก็ต้องทำ
เพราะหลังจากที่ทุกคนเห็นภาพตั้งต้นเดียวกัน งานหลังจากนั้นจะติด Speed ได้ด้วยตัวมันเอง
นอกจากจะช่วยให้งานไปต่อได้เร็ว ยังทำให้คนในทีมได้มี Input ร่วมกัน
เขาได้แสดงศักยภาพในแบบของเขาออกมา ดีกว่ามารวมกันแบบ blank blank
ยิ่งกับงานใหม่ๆ ที่แต่ละคนก็คงมีภาพในหัวต่างกัน ความเห็นต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน
เราจึงควรลงทุนกับส่วนนี้มากๆ ไม่ต้องเสียดายเลย
3.เชื่อมต่อกับ Stakeholder ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
List คนที่น่าจะเกี่ยวข้องออกมาทั้งหมด เพื่อดูว่าเราจะไปหาข้อมูลจากใครอย่างไรได้บ้าง
เพราะบางทีความรู้ข้อมูล มันไม่ได้อยู่แค่ในวงเรา
แต่มีอีกหลายวงโคจรที่สามารถช่วยเราได้!
4.เริ่มที่ Fact แล้วไปที่ Idea แต่ต้องมีทั้งคู่
ตามหา fact ที่เราอยากพูดให้เจอ แต่อย่ารีบกระโจนสู่ไอเดียจนกว่าเราจะแม่น fact
(ถ้ามีไอเดียให้จดไว้ก่อนได้)
แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว เราจะดีไซน์ไอเดียและ execution ยังไงก็ได้ ให้ตอบโจทย์ที่สุด
5.ตัดสินใจให้ไว
การตัดสินใจ คือการไปต่อ
คิดอะไรมาก็ต้องเลือกสักทาง ถ้าจะมี Option ก็ต้องมี recommendation
แล้วคุย แล้วขาย แล้วสรุป
เพื่อสร้างงานให้เป็นชิ้นเป็นอันให้ได้มากที่สุด
เพราะเรากำลังเริ่มสร้างจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย เราจำเป็นต้องทำให้มันมีตัวตนขึ้นมาให้ได้
อย่างไรก็ตาม ตัดสินใจแล้ว ไม่ได้หมายความว่าปรับเปลี่ยนไม่ได้นะ แต่เราจะมีสโคปที่แคบลงเรื่อยๆ
6.มีความยืดหยุ่นในการทำงาน
สิ่งใหม่ๆ คือสิ่งที่ไม่นิ่ง 5555555555555555
ก็ต้องเตรียมใจ เตรียมกายไว้ เผื่อการปรับแก้เสมอ
มันก็มีหงุดหงิดบางครั้งแหละ แบบใกล้จะเสร็จๆๆๆ แต่เอ้า! เปลี่ยน
แต่เราคิดว่า ถ้าเพื่องานที่ดี มันมีเหตุผลที่ควรปรับ และมันยังพอปรับได้ ก็เอาว่ะ สู้ต่อไป 5555
รวมถึงระหว่างงานมันก็จะมีปัญหาแหละ มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ ไม่รู้ตัว
ก็ต้องแก้กันไป หา Solution ที่ดีที่สุดในข้อจำกัดต่างๆ
จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็สนุกไปอีกแบบนะ การทำงาน คือการแก้ปัญหาจริงๆ ค่ะ

7.ทุกคน Initiate ได้
เราทุกคนในทีมคือเจ้าของ project ที่สามารถเสนอ แนะนำได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง
เพราะมันอาจมีสิ่งคนในทีมที่คิดไม่ถึง มองข้าม มองพลาดไป
ถ้าได้ช่วยกันแชร์ ช่วยกันตบ งานที่เริ่มจากศูนย์มันก็มีตัวตนขึ้นมาได้
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยต่อการแสดงความเห็น การรับฟัง จึงสำคัญสุดๆ
ถ้าทำได้ นอกจากจะได้ไอเดียจากทุกคน ยังทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของงานไปด้วยกัน
8.ใจกว้างต่อความแตกต่าง
เราทุกคนล้วนแตกต่าง ทั้งประสบการณ์ วิธีคิด ความเชื่อ pace ในการทำงาน ฯลฯ
แต่ทุกคนมีของ มีความคิด มีปัญญา มี process ในแบบตัวเอง
ถ้าจะให้คนที่แตกต่างกันทำงานด้วยกันได้ มันต้องมีวงคุย วงแชร์ วงตั้งเป้าร่วมกัน
เพื่อไม่ให้ต่างฝ่ายต่างกังวลใจกัน ไม่เข้าใจกัน
เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่าทุกคนล้วนมีทรัพยากรของตัวเอง
เค้าย่อมมีวิธีตัดสินใจในแบบของเขา เพียงแต่เราอาจไม่รู้ และเผลอเอามาตรฐานตัวเองไปตัดสิน
ตลอด Project ก็มีช่วงที่เราหงุดหงิด เซ็ง นอย แต่สิ่งที่เราท่องไว้ในใจเอาไว้
ฟีลในละครเลยคือ “ทุกคน resourcefulๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ซึ่งช่วยมากกกกกกกกก
มันอาจจะเป็นสิ่งที่โคดดีมากๆ ที่เราสามารถไว้ใจคนในทีมได้ทั้งหมดว่าทุกคนทำงาน ทุกคนเต็มที่
เพราะงั้นการเห็นต่าง การไม่เข้าใจมันคือเรื่องปกติ แค่คุยกันเท่านั้นเอง ทุกคนหวังดี และอยากให้งานออกมาดี
9.จงเป็นสติให้กัน
เราทุกคนมีสิทธิ์ Freak out ในการทำงาน เป็นบ้าได้ 5555
ก็มันมึน มันงง มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มันเร่งรีบไปหมด
แต่ที่ทุกคนเป็นบ้า ก็เพราะทุกคนยังทำงานอยู่ ยังเต็มที่กับมันอยู่
การเป็นสติให้กันในวันที่แทบจะไม่เหลือสติอยู่แล้วจึงสำคัญ
ผลัดกันเยียวยา ผลัดกันช่วยตั้งหลัก สำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
บางทีการทำงาน ก็แค่ต้องการคนฟังบ่น หรือคนนั่งออนไลน์ไปเป็นเพื่อนเท่านั้น
ช่วงงานโหมหนัก เราก็ต่างเปราะบางทั้งนั้น
อาจมีที่ผิดจุด ผิดใจกันไม่รู้ตัว ก็ต้องช่วยดูแล ให้อภัย เข้าใจกัน
10.ปล่อย intuition ทำงานบ้างก็ได้
คิดมากไป บางทีก็คิดไม่ทันอ่ะ ปล่อยให้สันชาตญาณทำงานไปบ้างก็ได้
อาจจะได้อะไรที่ปิ๊งแว้บออกมา ไม่รู้ตัว
บางอย่าง sense ก็อาจทำงานได้ดีกว่า
แล้วเดี๋ยวมันจะไป connect the dot ได้เอง

มันเป็นช่วง 45 วันที่เหนื่อยและท้าทายมากๆ
เพราะทุกวันก็คือทำงานไปแบบไม่รู้ว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร 5555
รู้แค่ว่ามันดีที่สุดที่พวกเราจะทำได้บนข้อจำกัดทุกอย่างแล้ว ไม่สงสัยเลย
เพราะมีทีมทุกคนที่อยู่ด้วยกัน ขุดไปด้วยกัน สร้างไปด้วยกัน
Learning บางข้อด้านบน ก็ยังทำได้ไม่ดีใน project นี้ ก็หวังว่าจะได้พัฒนาต่อในอนาคต
บางสกิลก็อยากทำให้ได้เร็วขึ้นอีก pace ที่คล่องและมั่นใจกว่านี้
ต่อไป เชื่อว่า Project แบบไร้สารตั้งต้นฟีลนี้จะมีมากขึ้นไปอีก
CEO ของเราพูดเอาไว้ว่าต่อไปจะเป็น era of unknown ซึ่งก็น่าจะจริง
ทักษะการ Connect the dot และการ Connect กับคนในทีม จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะวันที่เราไม่มีอะไรตั้งต้นเลย คนที่อยู่ด้วยกันนี่แหละคือสารตั้งต้นที่ดีที่สุด
และจะดีมากขึ้นไปอีก เมื่อเราช่วยกันดึงศักยภาพของทุกคนออกมาทำงานร่วมกันได้
ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมฝ่าฟันกันมา
ได้เติบโตไปพร้อมกับทุกคน เป็นสิ่งที่ภูมิใจที่สุดเลย
