ชีวิตเราเกิดมาพร้อม Project ในหัวมากมายหลายอย่าง
เป็นคนที่คิดอะไรออกมาได้เรื่อยๆ แต่ถ้าหากนับสิ่งที่แปรเปลี่ยนมาเป็นจริงก็คงนับชิ้นได้ (แง)
ได้แต่เฝ้าสังเกตตัวเองว่าอะไรที่ทำให้มันเกิดได้ยากเหลือเกิน
เคยคิดเสมอว่าเป็นเพราะความขี้เกียจ การไม่มีเวลา ฯลฯ
แต่พอได้จัด GLER workshop 01 : การเขียนสะท้อนคิดเพื่อการเรียนรู้
เราค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่ฉุดรั้งเอาไว้ มันเป็นเพราะเรามัวแต่มองออกไปข้างนอก
มองหา support มองหาแรงบันดาลใจ มองหาเรื่องราว หรือสิ่งอื่นๆ จนลืมมองสิ่งที่อยู่ในเนื้อในตัวเรา
Workshop ครั้งนี้ เลยเหมือนได้ก้าวข้ามความกลัวและกลับเข้ามามองศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเอง

ประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ
เรามีไอเดียว่าอยากจะจัด workshop เรื่องการสะท้อนคิดให้กับกลุ่มวัยเรียน
แต่จำได้ดีว่าในเวลานั้น มันมีความลังเล ไม่แน่ใจว่าจะทำดีมั้ย
จะมีคนทำด้วยกันมั้ย? จะมีคนมาร่วมมั้ย? เนื้อหาจะเวิร์คหรือเปล่า?
มันเกิดคำถามมากมายที่ทำให้เราไม่มั่นใจ เกือบพับ Project ไปหลายครั้ง
จนถึงวันที่ Deadline ส่งเสียงบอกว่าต้องตัดสินใจแล้ว
ตอนนั้นยังไม่มีอะไรแน่นอน เพื่อนที่ชวนมาทำยังไม่ตอบตกลง ชีวิตตารางแน่น
เอาจริงๆ ก็เกือบจะเทเพราะไม่มั่นใจในตัวเองเลยว่าจะปั้นขึ้นมาได้
จนอยู่ดีๆ ก็มีคำถามขึ้นมาในหัว (มันคงเป็นความปิ๊งแว๊บบางอย่างที่มาถูกจังหวะมาก!)
“ถ้าสุดท้ายมีเราแค่คนเดียวจะไหวมั้ย?”
แปลกดี คำถามนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในหัวเราเลยสักครั้ง
ที่ผ่านมาเราถามถึงแต่สิ่งที่อยู่นอกตัวเรา
นาทีนั้นเลยตั้งต้นตัวเองใหม่ ลองลิสต์ดูว่าอะไรจะพัง อะไรรอดถ้าเราทำคนเดียว
เอาเข้าจริง พอลงรายละเอียด มันมีส่วนที่พร่องนะ แต่ก็ไม่ได้มากเกินจนไป
ถ้าหากมาปรับจูน นวดๆ หน่อยก็คงสามารถไปต่อได้
เหมือนว่า ที่ผ่านมาเราต่างหากที่หลงลืมคุณค่าในสิ่งที่เรามี
มัวแต่โฟกัสที่สิ่งที่ทำไม่ได้ จนมันบดบังเรื่องราว ความสามารถในตัว
และในที่สุด GLER workshop 01 : การเขียนสะท้อนคิดเพื่อการเรียนรู้ ก็เกิดขึ้น
11 ส.ค. 2561 😀


ออกแบบเนื้อหาจากสิ่งที่อยู่ในเนื้อในตัวเพื่อกระบวนการที่มีความรู้สึก
การเขียน Reflection เป็นสิ่งที่เราทำเองมาประมาณปีกว่าๆ แล้ว ตั้งแต่เข้าเรียนป.โท
แรกๆ ก็งงๆ ว่ามันคืออะไร แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ เรากลับพบความเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวเอง
ทั้งในระดับการคิด การพูด การแสดงความรู้สึก การอ่อนโยนกับตัวเองและคนอื่น ฯลฯ
เราเลยค่อนข้างเชื่อในพลังของ Reflection ว่ามันจะช่วยดูแลมนุษย์ได้ในบริบทต่างๆ
เชื่อจนอยากแชร์ให้คนอื่นๆ ต่อ เลยเป็นที่มาของหัวข้อ Workshop นี้
แต่นิสัยการมองออกจากตัวเองก็คงฝังรากลึกไปหน่อย
พอตัดสินใจทำ เราหา journal มาอ่านเยอะมาก อยากเสริมเพิ่มเติมข้อมูลมากขึ้น
และเราก็ออกแบบกิจกรรมต่างๆ โดยอ้างอิงจาก journal เหล่านั้น
แต่พอมานั่งรีวิวดู มันรู้สึกได้ถึงความแห้งแล้ง เราหาตัวเองในกระบวนการไม่เจอ
มันเป็นกระบวนการที่แค่เอากิจกรรมมาต่อๆ กัน แต่ไม่มีความรู้สึก
จนรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วนั่นแหละ เราล้างกระดานทุกอย่าง
แล้วกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามี
เรากลับไปสำรวจภายในตัวเองใหม่
ทำไมเราถึงเลือกทำ Reflection / เราเชื่ออะไร / อะไรที่ impact ที่สุด /
ตรงไหนที่เราเคยมีปัญหา รู้สึกยาก / ตรงไหนที่เป็นจุดเปลี่ยนความคิด บลา บลา บลา
ค่อยๆ สะท้อนตัวเองออกมา ดึงประสบการณ์ของตัวเองออกมาให้มากที่สุด
แล้วผสมกับองค์ความรู้บางอย่าง ค่อยๆ ออกแบบกระบวนการใหม่
จนได้สิ่งที่ตอบโจทย์และมาจากตัวเราจริงๆ


แล้วยิ่งพอมันเป็นกระบวนการที่มาจากตัวเรา ความมั่นใจที่ล่อแล่ก็กลับคืนมา
ในกระบวนการเองก็ไหลลื่น เราสามารถพูดได้ จับประเด็นได้ ตอบคำถามได้
คาดเดา เข้าใจสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประสบหรือสิ่งที่เขาแชร์ออกมา
และที่สำคัญ ผู้เข้าร่วมก็มีความรู้สึกร่วมกับกระบวนการ
เป็นอีกครั้งที่ค่อยๆ เข้าใจการจัดกระบวนการมากยิ่งขึ้น
ในเมื่อกระบวนการ คือการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน
เราไม่ได้ต้องการใส่แค่ความรู้ แต่เราต้องการความรู้สึก
ทั้งจากตัวกระบวนกรเอง และผู้เข้าร่วม
สะท้อนตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด
เพื่อเชื่อมโยงตัวเรากับผู้เรียนและกระบวนการ

กลับกลายเป็นว่า workshop ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้กับโลกภายใน-ภายนอกช่วงเตรียมตัวซะมากกว่า
ในวันจัดจริงๆ ทุกอย่างก็ค่อยๆ ไหลลื่นไปตามสถานการณ์และการปรับเปลี่ยน
มีเทบางกิจกรรม ปรับ sequence ใหม่กะทันหัน คิดกิจกรรมใหม่ขึ้นมาระหว่างทาง
แต่อย่างไรก็ไม่ลืมเป้าหมายสำคัญ คือการพาทุกคนสำรวจความจริงแท้ของตัวเอง
และการมองตัวเองให้ลึกลงไปในรายละเอียด ถึงความรู้สึก ความเชื่อ และการต่อยอด
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกโชคดีคือ น้องๆ ที่เข้าร่วมเปิดใจ และไว้ใจในกระบวนการมาก
แอบกังวลเหมือนกันว่าพอทุกคนไม่รู้จักกันมาเลย กระบวนการจะเป็นอย่างไร
แต่เอาเข้าจริงก็ไปได้ดีกว่าที่คิด
ตอนแรกทุกคนจะงงๆ มีคนบอกว่าคิดว่าจะเป็นการนั่งเก้าอี้ในห้องแล้ว lecture
แต่พอจูนได้ ก็แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์เต็มที่

เราได้ยินเสียงของน้องๆ ที่อยากเป็นคนใหม่ อยากได้รับการยอมรับ
อยากสื่อสารความเศร้าของตัวเองออกมา อยากแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี
สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็อยากเป็นคนที่ดีขึ้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน
ถ้ามีเวลาก็อยากรับฟังให้มากขึ้น และเพิ่มเติมกิจกรรมที่ช่วยดูแลเรื่องเหล่านี้
และความเป็นกระบวนการก็ได้สร้างความมหัศจรรย์เหมือนอย่างเคย
คือมันได้สร้างความคิด ความเข้าใจใหม่ๆ ให้แต่ละคนในรูปแบบของตัวเอง
ทุกคนตกตะกอนได้แตกต่างกัน มีความเข้าใจที่ไปตอบเรื่องราวของตัวเอง
สิ่งนี้ก็ยังเป็นพลังที่ทำให้เราเชื่อในการจัดกระบวนการเสมอ
มันคือการเคารพความเป็นมนุษย์ ประสบการณ์ และตัวตนของบุคคล
มากกว่ายัดเยียด และกรอบความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง


Workshop เล็กๆ ครั้งนี้ ถือเป็นอีก Milestone หนึ่งของชีวิต
เราได้กลับมาเห็นคุณค่าของความสามารถและเรื่องราวที่อยู่ในตัวเอง ทำให้เรากล้าลงมือทำมากขึ้น
แต่เอาเข้าจริง ความกล้าจากตัวเองก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เราเองไม่ได้ถนัดไปหมด
ทุกอย่างคงผ่านไปด้วยดีไม่ได้ ถ้าขาดการเติมเต็มจากคนรอบข้าง
นอกจากเพื่อนที่ได้มาช่วยแล้ว ก็ยังคิดถึงคนอื่นๆ
เผลอนึกไปทุกทีว่าถ้ามีคนนี้มาเติมตรงนั้น คนนั้นมาทำตรงนี้ มันคงดีมากแน่ๆ
มันคงจะช่วยต่อยอดอะไรออกไปได้อีกเยอะ อุดรูรั่วได้
สำหรับเราเอง ก็มีอีกหลายทักษะที่อยากจะพัฒนา
ทั้งเรื่องการตั้งคำถาม การใช้ฐานกาย การจับประเด็น
การพูดที่คมชัด ภาษาเข้าใจง่ายมากขึ้น
อยากทำได้แม่นยำขึ้น เพื่อช่วย support คนในกระบวนการ
และถ้าทำใหม่ได้ อยากเพิ่มเติมการดึงผู้เข้าร่วมเข้าสู่โลกภายในตัวเองมากกว่านี้
ขอบคุณน้องๆ ที่ไว้ใจและเปิดใจเล่าเรื่องเข้ามาในวง จนทำให้ workshop ทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่
กิ๊ฟเล็ก co-founder ของ GLER ที่อนุญาตและสนับสนุนให้ทำสิ่งนี้
มายและเบสที่มาช่วยเติมเต็มใน workshop ครั้งนี้สมบูรณ์มากๆ
ขอบคุณเพื่อนและอาจารย์ที่ มธ. ที่เรียนมาด้วยกัน ประสบการณ์ทุกอย่างในคณะ
มันทำให้ในตัวเรามีสิ่งที่สามารถส่งต่อได้ (แอบขโมยของมาใช้เยอะเลย แหะๆ)
ขอบคุณหนังสือทุกเล่ม หนังทุกเรื่อง โฆษณาทุกตัว ประสบการณ์ทุกอย่างที่อ่าน ทำ ดู
คือมันหลอมรวมเป็นประสบการณ์เอามาแบ่งปันในห้อง ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น
เหมือนตอนนี้รู้แล้วว่าเราจะอ่านหนังสือต่อไปทำไม จะสะสมเรื่องราวชีวิตทำไม
มันมีความสุขมากที่ได้แชร์สิ่งที่มีไปสู่คนอื่น
ขอบคุณกำลังใจจากทุกคนรอบตัว มีความหมายมากจริงๆ
อย่าดูถูกประสบการณ์และสิ่งที่อยู่ในเนื้อในตัวเรา

