พร็อพได้!
เนื้อหาแน่น!
สคริปต์เป๊ะ!
เป็นเรื่องปกติที่เมื่อต้องจัดกระบวนการ
คนเป็นครู กระบวนกรจะเตรียมกระบวนการของตัวเองไว้อย่างดีที่สุด
ด้วยเป้าหมายว่าอยากจะให้ความรู้ หรือประสบการณ์กับผู้เรียนเต็มที่
เราเองก็เป็นแบบนั้นไม่ต่างกัน
ทุกครั้งที่จัดกระบวนการ เราคิดเพียงแค่ว่า
ถ้าเข้าใจว่าผู้เรียนอยากฟังเรื่องอะไร แล้วเราเล่าเนื้อหาของเราในรูปแบบที่น่าสนใจพอ
ก็จะทำให้พวกเขาอยู่กับกระบวนการของเรามากขึ้น
ทั้งหมดนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
เพียงแต่วันนี้เราได้ค้นพบว่า เราได้หลงลืมสิ่งสำคัญของการเรียนรู้ไป
นั่นคือ การเรียนรู้เป็นเรื่อง Process(กระบวนการ) ไม่ใช่ Product(ผลลัพธ์)
และเมื่อการเรียนรู้เป็นเรื่องระหว่างทาง ประสบการณ์
ความเป็นตัวตนผู้เรียนจึงสำคัญมาก
เขามีสมาธิเรียนมั้ย? สภาพจิตใจจะพร้อมหรือเปล่า?
หรือกำลังเจอภาวะเครียดอะไรอยู่? ง่วงมั้ย? ตื่นตัวแค่ไหน?
สิ่งเหล่านี้ คือสภาวะต่างๆ ในตัวผู้เรียนที่จะช่วยเอื้อให้เกิดการเรียนรู้
ซึ่งเชื่อมโยงกันตั้งแต่ สมอง จิต กาย

ศาสตร์แห่งสมองสู่การเรียนรู้เป็นองค์รวม
ศาสตร์แห่งสมองสู่การเรียนรู้เป็นองค์รวม เป็นอีกคลาสที่เราไปเข้าร่วมในโครงการก่อการครู
แม้ชื่อวิชาจะเน้นไปที่เรื่องของสมอง พาไปเข้าใจการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
แต่บทสรุปสุดท้าย วิชานี้ทำให้เรามองเห็นแนวคิดการออกแบบกระบวนการอย่างเป็นองค์รวม
ที่เชื่อมโยงสมอง จิต กายเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับเราเอง เรื่องสมองที่ได้เรียนเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มาเติมเต็มความเข้าใจในหลายๆ อย่าง
1. จัดการเรียนรู้อย่างเข้าใจ พาผู้เรียนไปสู่สภาวะ Relaxed Alertness
หลายครั้งเวลาจัดกระบวนการ เรามักโฟกัสที่เนื้อหามากเกินไป
แต่ลืมประเมินผู้เรียนว่าจุดที่ทำให้เขาเข้าถึงการเรียนรู้มากที่สุดคือตรงไหน
ทำให้บางครั้ง แม้เนื้อหาที่เตรียมมาจะดีมากๆ แต่ก็ทำให้ผู้เรียนเครียดเกินไป
หรือบางครั้งก็เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน
ซึ่งจุดที่ผู้เรียนอยู่ในภาวะที่พร้อมเรียนรู้เราเรียกว่า สภาวะ Relaxed Alertness
เป็นภาวะที่ผู้เรียนตื่นตัวต่อการเรียนรู้ แต่ผ่อนคลายไม่กดดัน ไม่เครียด
หากจินตนาการง่ายๆ ภาวะนี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างความเบื่อกับความเครียด
ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด และจะรู้สึกปลอดภัยต่อการเรียนรู้
ไว้ใจต่อการเรียนว่าเค้าสามารถลองผิด ลองถูกได้
แถมยังมีแรงบันดาลใจ ใฝ่รู้ในเนื้อหา กระบวนการนั้นๆ
ความท้าทายของภาวะนี้ คือ มันไม่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือใด
และผู้เรียนแต่ละคนมีจุด Relaxed Alertness ที่แตกต่างกัน
เพราะฉะนั้นการสังเกต การรู้จัก และเข้าใจนักเรียนอย่างลึกซึ้ง
หรือหากครูมีทักษะ ญาณทัศนะ (Intuition) – เวทมนต์แห่งการเรียนรู้ก็มา
น่าจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ผู้จัดกระบวนการมองเห็นจุด Relaxed Alertness ได้
2.ปลุกพลังสมองด้วยการเคลื่อนไหวทางร่างกาย Physical Activity
ย้อนไปในสมัยเรียน เรามักมีวิชาพละศึกษาอยู่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
นอกจากจะเป็นวิชาที่เฝ้ารอแล้ว (เพราะไม่ต้องนั่งเรียนเบื่อๆ)
เราพึ่งรู้ว่ามันมีความหมายในเชิงการเตรียมตัวผู้เรียนสำหรับการเรียนรู้ด้วยเหมือนกัน
(ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเค้าบังคับเรียนพละด้วยเหตุผลนี้ด้วยมั้ยนะ)
ทุกครั้งที่ออกกำลังกายสมองเราจะหลั่งสารที่ชื่อว่า BDNF ออกมา
โดยสารนี้จะช่วยให้การสร้างเส้นใยประสาททำงานดีขึ้น
ซึ่งหมายถึงทำให้ความสามารถในการรับข้อมูล และกระบวนการคิดดีขึ้น
ทุกครั้งที่สารนี้หลั่งออกมา จะสามารถอยู่ได้ประมาณ 1 อาทิตย์
การที่เราออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการช่วยพัฒนาความสามารถสมองอย่างต่อเนื่อง
แต่นอกจากการออกกำลังอย่างจริงจังเพื่อให้สมองหลั่ง BDNF ออกมา
สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ในกระบวนการของเรา
ก็คือการจัดกิจกรรมกระตุ้นสมอง อาจจะเป็นเกมส์ง่ายๆ ก่อนเริ่มคลาส
เพื่อสร้างความรู้สึกตัวทั้ง สมอง จิต กาย ให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ต่างๆ
สังเกตได้ว่าเวลาง่วงๆ เบื่อๆ พอได้ลุกขึ้นมายืดเส้น ยืดสาย เราก็สดชื่นขึ้น
หรือแม้แต่ในระหว่างกระบวนการเอง การจัดให้ผู้เรียนได้ขยับตัวอยู่เรื่อยๆ
ก็ถือเป็นสิ่งอำนวยการเรียนรู้ได้อีกแบบ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบให้เคลื่อนที่
3.สร้างอารมณ์ร่วมในการเรียนรู้ เพื่อการจดจำที่ดีกว่า
เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่ว่าอารมณ์มีผลต่อความทรงจำ
สังเกตตัวเราเองเวลาเจอเรื่องอะไรที่กระทบความรู้สึกมากๆ
มันมักจดจำได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่ว่านานเท่าไหร่ก็ลบไม่ออก
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการทำงานของสมองเรา
สมองส่วน Hippocampus ทำหน้าที่จดจำข้อมูล
และสมองส่วนนี้จะทำงานได้ดีเมื่อมีตัวช่วยคือ สมองส่วน Amygdala
แต่ประเด็นคือ เจ้า Amygdala นี้นั้น จะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์เจ็บปวด
ที่เปรียบเสมือนอาหารหอมหวานของ Amygdala เลยก็ว่าได้
เช่นเดียวกันกับการเรียนรู้ เมื่อเราใช้เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกมาเกี่ยวข้อง
และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่แค่ทางกาย แต่เป็นทางใจเข้ามาด้วย
เช่น ความตื่นเต้น ความเศร้า ความสนุก ฯลฯ ก็จะยิ่งเสริมให้เนื้อหาอยู่กับผู้เรียนได้ยาวนาน
และที่สำคัญ เจ้า Hippocampus
จะสามารถทำงานได้ดีเมื่อจำเป็นภาพ หรือเป็นบริบท
การออกแบบกระบวนการที่เอื้อต่อผู้เรียนจริงๆ จึงควรให้ความสำคัญกับภาพหรือบริบท
อาจจัดกระบวนการเชิง Contextual Learning หรือ สร้างประสบการณ์จริงขึ้นมา

สร้างการเรียนรู้ที่ครบมิติให้กับผู้เรียน
ศาสตร์แห่งสมองที่ได้เรียนรู้ ทำให้เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น
ตั้งแต่กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้พร้อมรับประสบการณ์ต่างๆ
กระบวนการระหว่างการเรียนรู้เพื่อให้เขาไม่เบื่อ ไม่เครียดเกินไป
กระบวนการตอนจบเพื่อการให้เนื้อหาตราตรึง
เริ่มต้นให้ตื่นเต้น
กลางให้กลมกลืน
จบอย่างประทับใจ
อีกทั้งมันทำให้เห็นว่าในเนื้อในตัวผู้เรียนคนหนึ่ง
มันถูกเชื่อมโยงกันด้วยมิติของสมอง จิต กายอย่างชัดเจน
เพราะฉะนั้น กระบวนการที่ดีน่าจะออกแบบและดูแลผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมได้
ไม่ว่าจะมีกิจกรรมขยับเส้นขยับสายเพื่อปลุกให้สมองทำงาน
มีกิจกรรมที่ใช้อารมณ์ร่วมในกิจกรรมเพื่อให้สมองจดจำ
มีการ Check-in ก่อนเริ่มเรียนเพื่อดูสภาพของแต่ละคน

จบคลาสศาสตร์แห่งสมอง เรามองเห็นสิ่งที่เรามองข้ามไป
จากที่เคยมองเห็นความสำคัญในเรื่องของเนื้อหา
เราเข้าใจความสำคัญของ Process การเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
น่าจะได้เอาไปพัฒนากระบวนการของตัวเองต่อไปในอนาคต
Content + Process
นอกจากนั้นมันยังทำให้ได้หวนคิดถึงการใช้ชีวิตของตัวเอง
ในหลายๆ ครั้ง เรามองข้ามเรื่องราวระหว่างทางไป
การมุ่งไปที่จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด
อาจทำให้เราทำอะไรพลาดไปโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะการทำงานกับมนุษย์ที่มีความซับซ้อน
มนุษย์ที่มีมิติสมอง จิต กาย อยู่ภายใน
หากเราสนใจแต่เรื่องสมอง ความคิด แต่ละทิ้งเรื่องใจของกันและกัน
หรือการทำงานหนักจนลืมดูแลสภาพร่างกายของตัวเอง
ก็คงไม่แปลกที่จะเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา
ขอบคุณศาสตร์แห่งสมอง
ที่ทำให้เข้าใจมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม

1 Comment