the positive human spirit

มี Project หนึ่ง ยากและรายละเอียดเยอะ

ค่ำวันพุธ เสียงโทรศัพท์ดัง
ทีมโทรมาบอกว่า “ขอถอนตัวจากการทำงานนี้” ทั้งที่เราเริ่มต้นงานมากว่า 50%
ที่ต้องถอนตัว มาทั้งจากปัญหาส่วนตัวของทีม และปัจจัยรอบนอก

ใจหายว้าบ! เวลาก็กระชั้น ทีมนี้ก็ดีเหลือเกิน
ดังนั้น เราจะเปลี่ยนทีมไม่ได้! ต้องทำกับทีมนี้เท่านั้น!
เราเชื่อว่าทีมเขาทำได้แน่นอน
แต่เราเชื่อฝ่ายเดียวไม่ได้เช่นกัน อีกฝ่ายต้องพร้อมไปด้วย

สารภาพ…ลึกๆ เครียดมาก แต่ก็เข้าใจความเหนื่อยของทีม
เราเห็นภาพสิ่งที่มีคุณค่ามาก ๆ อยู่ข้างหน้า คงจะดีถ้าได้เดินไปด้วยกัน
สารภาพ…แม้จะเห็นภาพ แต่เราก็ท้อไม่ต่างกัน
ถ้าเป็นรถ ก็คงเป็นรถที่น้ำมันใกล้หมด เพราะใช้พลังงานลุยระหว่างทางเกือบหมดถัง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโมเม้นท์ที่ได้เรียนรู้สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
“The most important part of leader’s job is to preserve positive human spirit.”


หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของลีดเดอร์ คือการรักษาสปิริตของทีม
เป็นประโยคที่ CEO เคยพูดไว้ เราไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้เลย จนสายนั้นโทรเข้ามา

“จุดไหนที่กังวลที่สุด”
“เราช่วยอะไรได้บ้าง”
“เราเชื่อว่ามันเป็นไปได้”
“เป็นโจทย์ระหว่างทาง ไม่ใช่ทางตันหรอก เดี๋ยวเรามาช่วยกันแก้”
ประโยคเหล่านี้คือ สิ่งที่เราพูดคุยกันกับทีมในวันนั้น
(สารภาพว่าพูดไป เสียงก็สั่นเครือไป ตอนนั้นก็ต้องฮึบเหมือนกัน)

เราเคยตกตะกอนกับตัวเองไว้ว่า เป็นหัวหน้าทีมต้องเป็นสติให้ทีมด้วย
เผื่อเวลาที่คนในทีม freak out อย่างน้อยยังมีเราที่ช่วยตั้งหลัก
แต่วันนี้พบว่า หัวหน้าทีมต้องเป็นแหล่งพลังงานบวกให้ทีมด้วยเช่นกัน
เพราะเวลาที่ทีมเรี่ยวแรงโรยริน มีแต่เอเนอจี้ดี ๆ เท่านั้น ที่จะปลุกไฟขึ้นมาได้
เวลาที่ทีมมองไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ พลังงานเหล่านี้จะช่วยให้ภาพชัดเจนขึ้น

ไม่ใช่ทุกปัญหาจะมีคำตอบ มีทางแก้ในทันที
บางทีมันคือการค่อย ๆ ลัดเลาะไปทีละนิด เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง
ยิ่งงานที่มองไม่เห็นปลายทาง งานที่ต้องใช้เวลา ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ งานที่ต้องถกเถียง
สปิริตและเอเนอจี้เท่านั้นที่จะพาเราและทีมเดินต่อจนถึงที่หมาย

ลองจินตนาการบทสนทนาโทรศัพท์วันนั้นแบบกลับกัน
ถ้าเราพูดคุยอย่างคนหมดพลัง เหนื่อยล้า มองทุกอย่างเป็นปัญหา งอแงมา งอแงกลับ หรือแม้แต่จับผิด โทษกัน
โปรเจ็คนั้นก็คงล่มสลายไป แบบที่เราต้องเสียใจ เสียดาย และทีมต้องผิดหวังในตัวเองไปพร้อมกัน

แวะชมตัวเองหน่อยว่าดีใจที่ฮึบได้ มีสติ และนึกถึงประโยคนั้นของ CEO ได้ทันเวลา
ตอนนั้นไม่ง่าย และคงต้องฝึกอีกเยอะ ฝึกทั้งสร้างพลังให้ตัวเอง และฝึกส่งต่อให้คนอื่น
ถ้าเราว่างเปล่า ก็คงไม่มีพลังให้คนอื่น

Positive Spirit ทุกคนสร้างได้ตลอด
ไม่ต้องรอให้ถึงเวลามีปัญหา ก็สร้างให้กันได้ตลอด เติมให้กันได้เสมอ
ทุกคนในทีมทำได้ ไม่ต้องเป็นลีดเดอร์เท่านั้น
มีตั้งแต่ต้น มีเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้งานสนุก ๆ มาก
เรื่องนี้ไม่ใช่การมุ่งเอาแต่สบายใจ ทิ้งปัญหา ซ่อนปัญหา
แต่มันคือเอเนอจี้ของการสู้! การลุย! Execution! ในทุกสถานการณ์

เอาเข้าจริง เวลาท้อเพราะงานมันยาก มีอุปสรรค แสดงว่าเรากำลังขยายขอบศักยภาพตัวเองด้วยซ้ำ
เพราะถ้ามันง่ายไปหมด ทำได้ไปหมด สุดท้ายเราอาจไม่ได้พัฒนาอะไร
การเป็นแรงผลักดันให้กันและกันจึงมีความหมายมากกว่าแค่งานสำเร็จ
แต่คือการเติบโตของทีมอีกด้วย

วันนี้พวกเราโกออนโปรเจ็คกันต่อ
แต่สิ่งที่น่าดีใจกว่านั้นคือ เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น ทีมมาชวนเราคุยว่า
“โจทย์นี้ เราจะแก้กันอย่างไรดี”

ขอบคุณทีมมาก ๆ
ขอให้ที่ปลายทาง เรามีความสุขและภาคภูมิใจกับโปรเจ็คนี้ไปด้วยกัน

Leave a comment