16/5/66 ทำงานที่เอสซีจี ครบ 6 ปี รู้สึกว่านาน
แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างลึกซึ้ง
เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลาตกตะกอนและเห็นการเชื่อมโยงในมิติต่าง ๆ
เลือกบันทึกไฮท์ไลต์บางส่วน ที่สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรง
ช่วยก่อร่างสร้างตัวเราเพิ่มขึ้นมา
นี่ไม่ใช่ Fact เป็นเพียง Reflection ในช่วงวัยที่งานหล่อหลอม

1.การทำงานคือเรื่องของความสัมพันธ์
การทำงานไม่ได้มีแค่ความสามารถอย่างเดียว
แต่มันคือเรื่องความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน
เพราะหลายงานทำคนเดียวไม่ได้ หลายงานไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอย่างไร
หลายงานมองอนาคตไม่เห็น หลายงานต้องอาศัยการเข็นกันระหว่างทาง
ความสัมพันธ์ของทีมที่ดีจะช่วยอุ้มชูและข้ามผ่านความท้าทายเหล่านี้
เราเรียนรู้ว่า คนเก่งหาง่ายกว่าคนพร้อมอยู่ด้วยกันเยอะมาก ๆ
เพราะคนที่อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน โดนแก้กี่ครั้ง หรือต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดร่วมกัน มันมีแค่ไม่กี่คน
ซึ่งมีค่าต่อจิตใจมาก ๆ ทำให้รู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
แม้คนที่อยู่ด้วยกัน จะไม่ได้เก่งที่สุด เบลอ ๆ บ้าง ยังบ่นใส่กัน งอนกัน
แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์ที่อยากรักษาไว้ ไม่ให้หายไป
เพราะทุกคนคือส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน ต่างความถนัด ต่างความไม่ถนัด
และเราสามารถหาโอกาสพัฒนาร่วมกันต่อไปในอนาคต ก็คือความเป็นทีมล่ะมั้ง
สำคัญที่สุด คือคนที่อยู่ด้วยกัน
2.ลุยจนกว่า Difficulty จะกลายเป็น Challenge
เผชิญหน้า เผชิญหน้า เผชิญหน้า
อย่าหนีเมื่อเจอเรื่องยาก เพราะถ้าหนี ก็เท่ากับเราเดินถอยหลัง ในเมื่อโลกมันสร้างเรื่องใหม่ ๆ ยาก ๆ ขึ้นมาทุกวัน
ทำ ทำ ทำ จนกว่ามันจะกลายเป็นรู้สึกท้าทาย ความรู้สึกสนุก
ทำจนกว่ามันจะเปลี่ยนแปลง!!!
เราพบว่าเมื่อได้โมเม้นต์ท้าทายขึ้นมา อะไรก็หยุดเราไม่อยู่แล้วจริงๆ มันสนุกมาก
เราก็เคยชอบหนี แต่ก็มีจุดอยากเอาชนะใจตัวเอง เลยกลั้นใจเข็นตัวเองสุด ๆ
จำได้ว่าสะกดจิตตัวเองทุกวัน และโทรไปงอแงกับเพื่อนบ่อย ๆ
แต่ยิ่งเรากล้าเผชิญหน้า เราจะยิ่งเชื่อมั่นว่าเราทำได้
จนมันง่ายกว่าความสามารถเรา It’s magic moment!!
และจะยิ่งดีขึ้นอีก หาก support system แข็งแกร่ง
เช่น เพื่อน ที่ปรึกษาทั้งเรื่องงานและทางใจ หรือการดูแลตัวเองเป็น
เพราะระหว่างทางมันต้องสู้เยอะเหมือนกัน
3.Angle is in the details
เราเองมักละเลยรายละเอียด เน้นมองภาพใหญ่ บางทีก็อนุมานสรุปรวบเอาเอง
หลัง ๆ เห็นพลังของการเข้าใจรายละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น
กลายเป็นว่า ยิ่งลงดีเทล ยิ่งสร้าง impact
ได้ทั้งไอเดียใหม่ สร้างความประทับใจ ช่วยให้เราคมชัด และทำให้เราแตกต่าง
เลยได้ปรับตัวเองเยอะเหมือนกัน และยังปรับต่อได้อีก
เชื่อมภาพใหญ่ได้ และลึกซึ้งในรายละเอียด เป็นสิ่งที่ต้องมีคู่กัน
4.Focus but Flexible
โฟกัสในเป้าหมาย แต่ต้องพร้อมปรับเปลี่ยน พร้อมพลิกแพลงในระหว่างทางเสมอ
หลังๆ นี่ ชื่นชมคนที่แก้ปัญหาเก่ง ๆ มาก ๆ เพราะมันใช้การผสมผสานทุกทักษะ
บางทีต้องมีความกล้า ความรู้ ความสัมพันธ์ ความเร็ว เชื่อมโยงกันไปหมด
ประสบการณ์เยอะ ก็จะเป็นคลังทางแก้ปัญหาได้ดี
พอพึงระวังไว้เสมอว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ใจมันเบามากเลย ไม่เครียด ไม่กดดัน แต่รู้ตัวเสมอว่าต้องพร้อมรับมือ
บางที เราก็ออกแบบการทำงานให้ Flexible ไว้ตั้งแต่ต้น
ความรู้สึกว่าเราไม่กลัวปัญหาใด ๆ นี่พิเศษมากเลยนะ ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง
จากคนที่หลอนบ่อย ๆ แบบนี่ กลับเป็นจอยเมื่อเจอปัญหา รู้สึกท้าทาย รู้สึกอยากเห็นหน้าตาทางออก
แต่ก็รู้ดีว่า ที่มีมันได้เพราะคนรอบข้าง บริบทรอบข้างเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย
รู้ว่าถ้าพลาดก็ยังมีคนซัพพอร์ต และดึงให้ขึ้นมาลุยใหม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราอยากทำให้เต็มที่เช่นกัน

5.Humor always wins
ถ้ามีคนมาถามตอนนี้ว่าสกิลไหนที่เป็น secret suace ในการทำงาน เราจะตอบว่า Sense of Humor!
ความสนุก เป็นกันเอง เสียงหัวเราะ ทำให้การทำงานมันมีชีวิตชีวา รู้สึกเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์แข็งทื่อ
การทำงานระหว่างกันก็ relax ไม่เครียด น่าทำงานด้วย
ใช้ได้แทบจะทุกสถานการณ์ เช่น การพรีเซนท์ brainstrom การทักทาย หรือแค่นั่งกินข้าวเที่ยง
เราว่าคนที่ใช้เรื่องนี้เก่ง ไม่มากเกิน น้อยเกิน ไม่ผิดจุด มีเสน่ห์มาก ๆ จอยแต่น่าเชื่อถือ
เราเป็นคนหนึ่งก็เคยเดินสายเครียดมากก่อน
หลังๆ ไว้วางในตัวเอง ไว้วางใจในทีม ไว้วางใจในงานมากขึ้น เลยไม่ค่อยตึง
และพบว่า เออ ไม่ต้องเครียดก็ดีนะ ได้ประโยชน์กว่าเยอะเลย
บรรยากาศดีๆ คนก็อยากทำงานด้วย ไอเดียก็โฟลว์ ที่ผ่านมาเครียดทำมายยยยยยยย
ไม่ต้องถึงขนาดเล่นตลก แค่การสร้างบรรยากาศจอย ๆ playful ก็ดีมากแล้ว
เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่กับความเครียด ความจริงจังตลอดเวลา (เพราะมันมีอยู่แล้ว)
สนุกสร้างพลังร่วม ดีกว่าเครียดสร้างอำนาจข่ม
ถ้าเราเลือกเซ็ตโทนได้ Choose Joy!
6.ผลงานเสียงดังกว่าคำพูด
เมื่อไหร่ที่ทำงานออกมาดี น่าภูมิใจ จะมีคนพูดแทนเราเอง เราไม่ต้องตะโกนเลย และน่าเชื่อถือกว่ามาก
Btw อย่าไปยึดติดมาก เรารู้ตัวดีว่า How far I’ve come
7.ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว
ในการทำงานมันมีหลาย Metric ที่เราใช้วัดความสำเร็จ
Metric โดยตรงของโปรเจ็คนั้น ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่ง
แต่สำหรับเราเอง มักจะมี Metric ของตัวเอง เช่น ทักษะที่อยากก้าวข้าม / Gap ที่อยากปิดจากงานที่แล้ว
บางทีโปรเจ็คได้รับผลตอบรับดี แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ตัวเองก็มีถมไป
หลายครั้งบนความสำเร็จ เราจึงโฟกัสที่ Next Step มากกว่า จะดีกว่านี้ได้อย่างไร?
เหมือนกดดันตัวเอง แต่แปลกดีที่เบาใจกว่าเยอะ ส่วนตัวคงเป็นสไตล์ celebrate พอหอมปากหอมคอ
หลัง ๆ มานี้ ความสำเร็จที่ยินดีที่สุด คือการได้เห็นทุกคนในทีมได้ reward ไปด้วยกัน
8.อย่าอ่อนไหวเกิน
ไม่มีรักไหนที่ดีทุกวัน ไม่มีความคิดไหนที่เห็นตรงกันทุกเรื่อง ไม่มีใครใจดีตลอดเวลา เราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย
บางอย่างเกินความสามารถควบคุม บางอย่างเราเข้าใจด้านเดียว
ดังนั้น จงมั่นคงอย่างมีสติ เข้าใจตัวเอง เอาใจใส่คนอื่น และหาความรู้ภายนอกเยอะ ๆ จะได้บาล๊านได้
อ่อนไหวมากไป ก็นอยด์เอง
บางครั้งต้องใจเย็น ๆ รอเวลา ยอมรับว่าเราไม่รู้บ้าง เราคิดไม่เหมือนกันบ้าง แต่มันก็เรื่องธรรมดา
ประสบการณ์จะพาให้เราแข็งแกร่งขึ้น รู้ทันตัวเองมากขึ้น
9.รู้จังหวะ
รู้มากอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จังหวะด้วย เดินเข้า เดินออก หรือหยุดเดิน รอ
เป็นนักทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นนักสังเกตการณ์ด้วย
10.ใด ๆ ในโลกล้วนสมมติ
หากไม่ใช่ธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตจากธรรมชาติ
หลาย ๆ อย่างในโลกก็ล้วนถูกสร้างขึ้นมา เซ็ตเอง นิยามเองด้วยมนุษย์กันเอง
เพราะฉะนั้น ถ้ามีข้อผิดพลาด ถ้าพัง มันมีทางสร้างใหม่ หรือแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องเครียดเกินไป
กลับกัน คนข้าง ๆ และตัวเรา คือของจริง ไม่ใช่ของสมมติ มีชีวิต รู้สึกได้ ตายได้
ถ้าพังขึ้นมา มันแก้ไขยาก หรือแก้ไม่ได้ ดังนั้น จงรักษาไว้ดีดี

6 ปีเต็มสุดเข้มข้น หลายอารมณ์
จากเคยเห็นอะไรเป็นจุด ๆ ก็เริ่มเชื่อมโยงได้มากขึ้น
ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับทำให้ใจเราเบาขึ้นเยอะ คัดเลือกว่าจะแบกอะไรโตไปด้วยกัน
เทียบกับเราตอนเด็ก ๆ อะไรก็เป็นเรื่อง มีอารมณ์ เรื่องใหญ่ (Emotional เกิน)
แต่ตอนนี้ยิ้มแล้ววว ไม่นอนดึกเท่าเดิม ไม่เครียดเท่าเดิม ไม่คาดหวังเท่าเดิม
โฟกัสมากขึ้น ทำสิ่งต่าง ๆ เพราะอยากทำจริง ๆ
มากกว่าคอยระแวง หรือกังวล คิดไปเอง ถูกสั่ง
ทุกสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เลยพูดได้เต็มปาก ว่ามาจากอินเนอร์เป็นส่วนใหญ่
อยากพัฒนาตัวเอง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
อยากมีประโยชน์ให้คนอื่นพึ่งพาได้
มีคนถามบ่อย ๆ ว่าทำไมอยู่ที่นี่นานจัง 555
เอาเข้าจริงกว่าจะรักก็ไม่ง่าย กว่าจะอยู่ได้ ก็ผ่านการเรียนรู้อะไรหลายอย่าง
เหมือนกราฟที่ค่อยๆ ไต่ไล่ระดับ ไม่ใช่กราฟไนกี้
นั่งขบคิดดูก็มีหลายข้อ แต่ถ้าที่สำคัญที่สุด คงเพราะการได้เห็นมิติใหม่ ๆ ของตัวเองที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี
และที่นี่เปิดพื้นที่ เปิดใจ สนับสนุนให้เราได้เรียนรู้อย่างเต็มที่
ถ้าองค์กรเป็นคน ก็คงเป็นคนที่มี mindset บางอย่างคล้าย ๆ กันล่ะมั้ง ถึงเป็นเพื่อนกันได้นาน
ขอบคุณทุกคน ทุกประสบการณ์ที่นี่
