กว่าจะรักตัวเองได้ก็ยาก

ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าที่คนคนหนึ่งจะรู้สึกรักตัวเองได้อย่างเต็มเปี่ยมหัวใจ

รักในทุกๆ มิติของตัวเอง ทั้งที่เราทำได้ดี สิ่งที่เราต้องพัฒนา
รักในความผิดพลาด ผิดหวัง รักในน้ำตา
รักในความภูมิใจ ชัยชนะ การเรียนรู้
รักในความสัมพันธ์ รักในคนที่ผูกพัน ครอบครัวของเรา
รักในสมบัติที่มี เสื้อผ้าที่ใส่ ร่างกายที่ห่อหุ้ม
รักในบ้านที่อยู่ รถที่ขับ ที่ที่ชอบ สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ
รักในความคิด รักในการตัดสินใจ รักในความเชื่อ
รักในวันที่พัง วันที่ทิ้งตัว วันที่ก้าวกระโดด

ก่อนหน้านี้ ไม่เคยได้คิดถึงประเด็นนี้มาก่อน
จนราได้เห็นทวิตเตอร์หนึ่ง ทวิตขึ้นมาประมาณว่า
“กว่าจะภูมิใจในตัวเองได้ขนาดนี้ ต้องแลกอะไรมามากมาย”
(จำข้อความเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ใจความประมาณนี้)

เป็นข้อความที่ชวนให้เราย้อนมองชีวิตตัวเองที่ผ่านมา
และพบว่า เออ เสียน้ำตามาเยอะจริงว่ะ เสียแรง เสียเงินลองเล่นกับชีวิตแบบต่างๆ
ตอนนั้นก็คิดว่าใช่แล้วนะ แต่ตอนนี้ดันมีสิ่งที่ใช่กว่าอีก
30 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยหยุดพบสิ่งที่เป็นตัวเองเลย
และก็มีสิ่งที่ทิ้งไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมากเหมือนกัน

นอกจากได้พบความผันผวนของชีวิต
ก็น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ในรอบหลายปี ที่เราได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“เราภูมิใจตัวเองหรือยัง?”

พื้นฐานเราไม่ใช่คนชอบชื่นชมตัวเอง ไม่พอใจกับตัวเองง่ายๆ
ลึกๆ ก็รู้สึกว่าเราขาดพร่องอะไรอยู่ตลอดเวลา
ความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง จึงไม่ใช่สิ่งที่รู้สึกเรื่อยเปื่อย และไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว

แต่ในวันที่ได้กลับมาถามตัวเองอีกครั้ง
เรากลับพบว่า เรารู้สึกถึงความภูมิใจในตัวเองได้อย่างเต็มเปี่ยม
สามารถโอบกอดความรู้สึกนี้ได้อย่างไม่เคอะเขิน
รักในทุกสิ่งที่ตัวเองเป็น ทุกสิ่งที่ตัวเองเลือก

พยายามเข้าใจว่าความรู้สึกนี้มันเกิดมาจากไหน
เราพบว่า เป็นเพราะเราในวันนี้ เข้าใจเรื่อง “บริบทและจังหวะ” มากขึ้น
ตัวเราไม่ได้ประกอบสร้างจากเราเพียงคนเดียว
แต่คือส่วนประกอบจากบริบทรายล้อมหลายมิติ
เช่น ครอบครัว เพื่อน งานที่ทำ หนังสือที่อ่าน ประเทศที่อยู่ ความคิด ความเชื่อ
ตัวเราเป็นเหมือนจุดทับซ้อนของบริบทที่มาบรรจบกันในจังหวะนั้นๆ
ไม่แปลกที่เราจะเป็นคนละคนเมื่อบริบทเปลี่ยน จังหวะเปลี่ยน

ความเข้าใจในสิ่งนี้ ทำให้เรายอมรับตัวตนของเราได้มากขึ้น ง่ายขึ้น
รู้ว่าจุดยืนเราอยู่ตรงไหน เพราะอะไร
ข้อจำกัด และโอกาสของเราอยู่ตรงไหน
เราสังเกตว่า หลังๆ นี้ เราไม่ค่อยสงสัยในการตัดสินใจของตัวเอง
และไม่ค่อยรู้สึกผิดกับการเลือกของตัวเองแล้ว
ถึงบางครั้งตัดสินใจพลาดไปบ้าง แต่ก็ยอมรับได้ และแก้ปัญหาเรียนรู้ไป
คงเพราะเชื่อว่าก็เพราะบริบทนั้น จังหวะนั้น เราเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ
และเราอธิบายกับตัวเองได้ว่า เพราะอะไรเราถึงเลือกสิ่งนั้นๆ


Bronfenbrenner’s Ecological Systems Model
ทฤษฎีที่อธิบายว่าสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อบุคคลอย่างไรบ้าง และมีกี่ระดับ เผื่อใครสนใจเพิ่มเติม
photo credit:
https://sites.google.com/site/dsmktylenda/content/bronfenbrenner-s-ecological-theory


นอกจากนั้น “บริบทและจังหวะ” ยังพาเรามีสติกับความคาดหวังจากคนอื่นและสังคมด้วยเช่นกัน
เราคัดกรองมากขึ้นว่าจะใส่ใจใคร เรื่องอะไร ประเด็นไหน
ไม่ได้โอบรับมาหมด จนกดดันหรือทำร้ายตัวเอง
เพราะแต่ละคนล้วนแตกต่าง ตามแต่บริบทที่รายล้อมเขา
บางอย่างก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แบบที่เคยเชื่อและยึดถือ
แต่สิ่งที่เรายึดถือไว้ในใจเสมอ คือการเคารพความต่างเหล่านั้น
ในเมื่อเรามีบริบทและจังหวะของเรา คนอื่นเขาก็มีของเขาเช่นกัน

ความรักตัวเองในวันนี้
จึงไม่ใช่เพราะเราได้ทุกสิ่งที่เราต้องการ ได้ดั่งใจไปหมด
หรือได้เป็นตัวเองเต็มที่จนไม่เหลือที่เผื่อใคร
แต่มันเป็นเพราะ เราสามารถแฮปปี้กับสิ่งที่เราเลือกได้หมดใจ
แม้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตาม

เราตอบตัวเองได้ว่า เราจะไม่ได้ทุกอย่างเพราะอะไร และเราจะได้เพราะอะไร
ความคาดหวังที่เกิดจากตัวเองและคนอื่น ถูกแทนที่ด้วยสติ ไตร่ตรองมากขึ้น
เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ซึ่งพอเห็นสิ่งเหล่านี้ มันก็เหมือนได้เห็น action plan หลังจากนี้ไปด้วยพร้อมกัน

และที่สำคัญคือ ทุกวันนี้เราคัดกรองบริบทที่อยากอยู่มากขึ้น
เพราะมันส่งผลถึงตัวตนเราแน่ๆ
ก็ต้องปราณีตขึ้นหน่อย


กว่าจะรักตัวได้ก็ยาก
แต่วันนี้รู้สึกแล้ว
🙂

Leave a comment