Thank you, 2020

ปี 2020 เป็นปีที่ไม่ได้ไป take course อะไรที่ไหนเลย
ทั้งที่ปกติแต่ละปีก็จะมีไป workshop อะไรบ้าง
หรือก็จะจัด workshop ของตัวเองบ้าง
ก็เพราะสถานการณ์โควิดแหละ เลยต้อง skip ไปก่อน
แต่จะให้เรียนออนไลน์ มันก็ไม่ได้ตอบความชอบสักเท่าไหร่
มีลองเรียนนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็แพ้กลางทางทุกที 555

ตอนแรกเลยแอบคิดว่าปีนี้คงไม่มี Growth อะไรกับตัวเองมาก
แต่พอมาวันนี้ ลองมองย้อนกลับไป ก็มีหลายอย่างเลยที่ได้เรียนรู้ พัฒนา
ซึ่งเอาจริง ถ้าไม่ใช่ช่วงโควิด ที่สถานการณ์รอบตัวเปลี่ยนไปหมดเลย
ก็คงไม่ได้โอกาสเห็นตัวเอง เห็น gap ที่ไม่เคยเห็นหลายๆ อย่าง

1.Productivity ในแบบที่เป็นเรา
ปีนี้ได้เข้าใจคำว่า Productivity ในแบบของตัวเอง
คือมันจะมีช่วงปีก่อนๆ ที่คนฮิตคำนี้ เรื่องนี้มาก
ตัวเราก็ลองฟัง ลองอ่าน แต่รู้เลยว่าใจไม่ซื้อเรื่องนี้
ฟีลแบบจะอะไรนักหนา ทำไมชีวิตต้องกดดันขนาดนี้ด้วย ใจดีกับตัวเองหน่อยมั้ย
หลังจากนั้นเลยเอียนๆ คำนี้ไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอ่านผิดที่ ฟังผิดคนหรือเปล่า

จนมาถึงช่วงโควิดเป็นต้นมา ที่รู้สึกว่าการทำงานเปลี่ยนไป
คนต้องเปลี่ยนมาทำงาน wfh, ประชุมออนไลน์, ทีมทำงานโรงงานบางคนถูกกักตัว ฯลฯ
มีคำถามออกมาเรื่อยๆ ในช่วงนั้นว่า จะมีอะไรช่วยให้เรายังทำงานได้ดีในช่วงเวลาแบบนี้บ้าง
เพราะบริบทการทำงานไม่ใช่คำตอบเดียวว่า “มาออฟฟิศ” เหมือนเดิมแล้ว
เลยเป็นจุดที่ทำให้เข้าใจว่า จริงๆ สิ่งที่เราพลาดไปในเรื่อง Productivity
คือการทำความเข้าใจว่า “ตัวเราจะ productive ที่สุดเมื่อไหร่ แบบไหน อย่างไร”
เหมือนช่วงนั้นน่าจะกระโดดเข้าไปหา Solutions ต่างๆ เลย ทำให้อึดอัดที่พยายามโอบรับไปหมด
เลยได้ลองทำความเข้าใจแบบของตัวเอง และจัดสรรชีวิตแบบที่คิดว่าตัวเองจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ส่วนตัวแอบคิดว่า ยิ่งในช่วงสถานการณ์สังคม เศรษฐกิจแบบนี้
คนทำงานยิ่งควรตระหนักถึงสภาวะ productivity ของตัวเอง
และการเข้าใจว่าทีมต้องการความ productive แบบไหน ยิ่งสำคัญขึ้นไปอีก
ต้องเป็น ทีมที่พร้อมแก้ตลอดเวลา ทีมที่มี direction ชัดเจน ทีมที่ flat มาก ฯลฯ
มันแบบไหนกันแน่ที่ทีมต้องการ และแบบไหนที่สร้าง result บนข้อจำกัดที่มีได้ดีที่สุด

2. การตัดสินใจ ก็สนุกดี
เป็นชีวิตในปีนี้จริงๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตมันจะมีเรื่องให้ตัดสินใจยากขึ้นไปเรื่อยๆ
ที่มันยากเพราะบางครั้งมันก็ถอยกลับไม่ได้ หรือแก้ตัวไม่ได้
หรือบางเรื่อง เราก็ไม่รู้มาก่อน ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ มันเลยยาก

ปีนี้เราต้องตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่าง แล้วก็เป็นเรื่องใหม่ๆ ซะส่วนใหญ่
หลายครั้งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า “เราจะมั่นใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ได้ยังไงว่ะ”
ซึ่งแรกๆ คำถามนี้เกิดขึ้นบ่อยมากเลย กลัว และกังวลไปหมด
ถึงจะมีหาข้อมูล หรือพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างการตัดสินใจที่ดีที่สุด
แต่บางครั้งมันก็มี defect ที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนั้นมีแผล

ถ้าเป็นตัวเราเมื่อก่อน แค่หนีไป ไม่รับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง มันก็คงจบ
แต่พอชีวิตมาถึงวัย 30 แล้วจริงๆ บนหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ถืออยู่ ก็ถอยไม่ได้ หนีไม่ได้

ปีที่ผ่านมา เราเห็นจุดที่เราตัดสินใจพลาดเยอะ และจุดที่เราเลือกได้ดีเยอะเหมือนกัน
ซึ่งถามว่าทุกครั้งที่เราเลือกมันคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดมั้ย ก็แน่นอนว่าใช่
แต่เรารู้สึกว่า ทุกวันนี้การตัดสินใจของเรา มันไม่ได้มีแค่เรา ยังมีปัจจัยอะไรอีกตั้งมากมายที่กำหนดไว้
เช่น เวลา สถานการณ์ ความคิด คนรอบข้าง ฯลฯ ทุกอย่างโยงใยไปหมด ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว
จึงไม่แปลกเลยที่บางครั้งการตัดสินใจมันจะดีบ้าง งงบ้าง พังบ้าง

แรกๆ ก็ suffer กับอะไรที่ไม่เป็นไปอย่างใจ
อุตส่าห์หาข้อมูลมาตัดสินใจดิบดี สุดท้ายพังอีกแล้วววว
แต่พอเป็นบ่อยๆ และเริ่มเห็นว่าถึงแม้เราจะพยายามปิด gap ตัวเองมากเท่าไหร่
มันก็อาจจะมี concern ที่เรามองไม่เห็น หลังจากนั้นเลยภูมิต้านทานดีขึ้นเรื่อยๆ
และที่สำคัญ พูดได้เต็มปากว่าวันนี้ชอบการได้ตัดสินใจมาก (แม้จะมีความกลัวขึ้นมาบ้างถ้าเรื่องมันใหญ่ๆ)

เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย และเป็นการใช้ศักยภาพของคนคนหนึ่งได้เต็มที่สุดๆ
เหมือนเราเรียนมาทั้งชีวิตเพื่อการตัดสินใจในจังหวะนั้นๆ สถานการณ์นั้นๆ
เป็นจุดสะท้อนว่าเรารู้พอหรือยัง เราคิดรอบคอบหรือยัง
สำหรับเราเหมือนเป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงต้องอ่านหนังสือ ต้องมี self-awareness
ทำไมต้องออกไปหาประสบการณ์ ทำไมต้องทำ reflection ทำไมต้องคุยกับคนที่ต่างจากเรา ฯลฯ
เพราะทุกอย่างมันจะมาหลอมรวมกัน ในชั่วขณะที่เราต้องตัดสินใจครั้งหนึ่งๆ
จังหวะนั้นแหละ คือจุดวัดว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน
ช่วงนี้เวลาเจอเรื่องต้องตัดสินใจ เลยจะรู้สึกว่ามันเป็น quest เล็กๆ ของตัวเองอยู่เรื่อยไป
เชื่อว่า ทุกการตัดสินใจมันทำให้เราไปต่อ
ถ้าไม่เวิร์คก็จะรู้ว่าต้องแก้ยังไง ถ้าเวิร์คก็ได้พัฒนาไปอีกขึ้น

3.ไม่สู้ ไม่หนี มองเกมขาด
ปีนี้เป็นปีที่เราย้ายออกมาอยู่คนเดียวเต็มตัว รับผิดชอบตัวเองทั้งหมด
ซึ่งแน่นอนชีวิตเป๋ไปเลยช่วงหนึ่ง
ความ Suffer ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเราต้องอยู่คนเดียว
แต่เพราะว่าเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองทั้งหมด
จิตใจ ร่างกาย ค่าใช้จ่าย บริหารจัดการชีวิต ฯลฯ
อะไรที่ไม่เคยทำ ไม่สนใจ ก็ต้องมาใส่ใจ
เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าชีวิตมันมีรายละเอียดเยอะจัง

ช่วงแรกที่เจอปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องช่าง เรื่องห้อง เรื่องการจัดการตัวเอง สารพัด
เราบอกว่าตัวเองว่าจะสู้สุดใจ จะฆ่าไม่ตาย จะผ่านมันไปให้ได้ (555)
จะสู้ให้รีบจบ ให้รีบเสร็จ ไม่กังวลใจใดๆ อีก
แต่เราพบว่ายิ่งบอกตัวเองแบบนั้น กลายเป็นเรายิ่งเหนื่อย
เหมือนยิ่งกดดันตัวเอง และพาลไปกดดันคนอื่นด้วย เพื่อให้มันบรรลุสิ่งที่เราต้องการ
เขาไม่สู้ ก็ไปลากเขามาสู้กับเรา ประมาณนั้น
โดยที่ลืมคิดไปเลยว่า เราไม่สามารถได้ทุกอย่างดั่งใจ ไม่ใช่ทุกการต่อสู้แล้วจะชนะอ่ะ
จนหลังๆ เริ่มนิ่งขึ้นไปเอง และรู้สึกว่า State ที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา
คือ การประเมินสถานการณ์ตรงหน้าบนความจริง

บางเหตุการณ์เราอาจจะไม่ต้องสู้ตาย เร่งรีบจนเหนื่อยเองก็ได้
เพราะไม่ได้มีผลกระทบอะไรตามมาอยู่แล้ว และมันมีเวลาของมัน
แต่บางสถานการณ์มันต้องดิ้น มันต้องเดือดร้อน เราถึงเปิดโหมดสู้เป็นบ้าเป็นหลัง
ถ้ามองออก ก็จะสามารถบริหารจัดการวิธีการและความคาดหวังของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ปีนี้เลยเป็นปีที่รู้สึกว่า การที่สามารถประเมินสถานการณ์ตรงหน้าได้แม่นยำ เป็นสิ่งสำคัญและเราอยากเก่งขึ้น
คือ ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์จริงๆ เราจะเป็นแบบไหนก็ได้
ไม่ว่าจะ นักสู้ นักเล่น นักพัก นักไม่หนี
เพราะเราเข้าใจว่าปัญหานี้ต้องการเราแบบไหน

4.Life as Aesthetic
เพื่อนรักใหม่ในปีนี้ ได้แก่ โมบาย/กรอบรูป/แดด/ลม/aroma/โคมไฟ/postcard
และอีกหลายๆ อย่างที่เราเคยคิดว่าไร้สาระ
ทั้งหมดเข้ามาสนิทกับเราในปีนี้หมดเลย 55555
เดาว่าน่าจะเป็นผลจากการออกมาอยู่คนเดียว

จำได้ว่าจุดเริ่มต้นมาจาก คำร้องขอหนึ่ง (ออกแนวคำสั่ง) กับเพื่อนว่า
“ช่วยซื้อของแต่งห้องที่คิดว่าเราจะไม่ซื้อเข้าห้องมาให้หน่อย” / “ของที่เป็นแก”
จำอินเนอร์ตอนนั้นได้ว่า แค่อยาก explore ของที่ต่างจากตัวตนเราบ้าง
และรู้ว่าสิ่งที่เพื่อนชอบต่างกับเราโดยสิ้นเชิง เลยวานให้จัดการให้หน่อย
แล้วก็ได้โมบายมา 1 อัน เป็นของขวัญวันเกิด

โมบายเป็นของที่เคยคิดว่า มีไว้ทำไม 55555
แต่พอได้มีมาไว้ในห้อง และห้องมีอะไรเคลื่อนไหวบ้าง
กลับรู้สึกชีวิตมี movement ดี ไม่เหงาไปอีกแบบ
ก็เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกนะ แค่นั่งมองแล้วรู้สึกดี ประมาณนั้นเลย
หลังจากนั้นก็เลยเข้าวงการ “แค่นั่งมองแล้วรู้สึกดี” ออกไม่ได้เลย

ลึกๆ ของความรู้สึกดีที่เกิดขึ้น
เรารู้สึกว่ามันช่วยจูนสติ ตั้งแกนให้กับตัวเราเหมือนกัน
เหมือนเวลาฟุ้งซ่านได้นั่งมองนิ่งๆ มีจุดล็อคสายตา ก็ช่วยให้มีสติมากขึ้น
หรือบางที เครียดๆ ก็ออกไปนั่งให้ลมพัดตัว ก็รู้สึกมีพลัง
เออ งงๆ เหมือนกัน แต่รู้สึกชีวิตไม่ค่อยแข็งทื่อเหมือนเมื่อก่อน 555
แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะนั่งมองแล้วรู้สึกดี มันจะมีบางอย่างที่คุยกับเรานั่นแหละ ใช่เลย

ถ้าต้องนิยามปีนี้ เราคงให้เป็นปีแห่งการหลอมรวม (Integration)
จากแต่ก่อนที่จะมองอะไร ทำอะไรแยกส่วนตลอด
เราพบว่าปีนี้พาเราไปเจอจุดเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ มากขึ้น
เช่น การเชื่อมโยงของความคิด-ความรู้สึก
การเชื่อมโยงของทฤษฎี-ปฏิบัติ การเชื่อมโยงของสิ่งที่เรียนมา-ชีวิตจริง
การเมือง-การทำงาน-ชีวิต เพื่อนร่วมงาน-ตัวตน-คนในครอบครัว ตัวเรา-โลก ฯลฯ
รู้สึกสนุกมากที่ค้นพบจุดเชื่อมต่อ ซึ่งมีมาให้เซอร์ไพรส์เรื่อยๆ
อะไรที่เราเคยคิดว่ามันบาล๊านแล้ว มันจะมีที่บาล๊านกว่านั้น
และมันชวนให้เราขบคิดว่าจะทำยังไงต่อดี จะเลือกทางไหนต่อไป
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเลือกเดินทางสายกลาง
เราแค่รู้ตัวมากขึ้น ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนชัดขึ้น และจะจัดการอย่างไรต่อ

รวมๆ รู้สึกว่าปีนี้เป็นบทสรุปของชีวิต season 20s
คือก็อายุ 30 ปีนี้พอดีด้วย แต่หลักๆ น่าจะมาจาก achievement ในปีนี้มากกว่า
เรียนจบ ย้ายออกมาอยู่คนเดียว งานนิ่งขึ้น เพื่อนที่ยังอยู่ข้างๆ ความมั่นคงทางใจ ฯลฯ
หลายๆ อย่างรวมในปีนี้พอดี เลยรู้สึกว่าผ่านไปอีกช่วงของชีวิตแล้ว
มีความรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นแบบจับต้องได้ 555
โดยเฉพาะตอนเห็นตัวเองไม่ตื่นตระหนกกับปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามา
ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่นะ เหมือนกับว่า นี่เราโตจนมั่นคงได้ขนาดนี้แล้วเหรอ 555
ส่วนตัวคงเชื่อลึกๆ ด้วยว่า เวลาที่เรานิ่ง มั่นคง ในตอนเจอสถานการณ์ไม่คาดคิด
มันเป็นส่วนประกอบที่มาจากความรู้ (knowledge) และความรู้สึกตัว (Self-awareness)
ซึ่งชอบที่มันอยู่ร่วมกันแบบนี้ และอยากพัฒนาให้ตัวเอง sharp ขึ้น

ขาดไม่ได้ รู้สึกขอบคุณคนรอบข้างมากๆ
ไม่รู้จะผ่านหลายๆ เรื่องมาได้ยังไง
ยิ่งตัวเราเองเป็นคนความรู้สึกเยอะ จนน่ารำคาญ ชอบพังทลาย
ถ้าเกิดไม่มีคนอยู่ด้วยกัน ปรึกษา คุย เทความคิด ความรู้สึกใส่ คงแย่มากๆ
ยังอยากให้อยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ และอยากจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น

เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า เราอยากเป็นคนแบบไหน อยากโตไปอยู่แบบไหน
ปีหน้ายังมีหลายอย่างที่อยากทำ ยิ่งพอรู้สึกว่าขึ้นอีกช่วงของชีวิตแล้ว
ยิ่งมีหลายสิ่งที่อยากจัดการ โดยเฉพาะอันที่ผัดมาเรื่อยๆ ทั้งที่ควรมีนานแล้ว!
หวังว่าจะค่อยเป็นค่อยไปได้ดี

Leave a comment