โควิดบอกเราว่า บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าตอนนี้เรา suffer มากกว่าที่คิด

ช่วงนี้คงไม่มีประเด็นไหนสำคัญไปกว่าเรื่องโควิด-19 (Covid-19) ซึ่งเป็นวิกฤตทั่วโลก
พ่วงต่อถึงปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โยงใยเป็นห่วงโซ่ในทุกระดับ
ประเทศต้อง Lock down จำกัดการใช้ชีวิต พวกเราต้อง quarantine ตัวเอง

ห้างปิด ร้านอาหารนั่งกินไม่ได้ ร้านหนังสือปิด ต้อง work from home

ใครจะคิดว่าในวันหนึ่งเราจะมาใช้ชีวิตกันในแบบนี้
แต่ด้วยสถานการณ์ทั้งหมด ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
เราก็พร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองเต็มที่ stay at home กันไป

000038

ความ Suffer ที่ซ่อนอยู่ของมนุษย์ introvert

ส่วนตัวเราเป็นคนชอบอยู่บ้าน ชอบอยู่ห้อง ไม่ค่อยออกไปไหน
ชอบความเงียบ ได้อยู่กับตัวเอง
ถ้าในภาษา MBTI เค้าคงเรียกเราว่า Introvert นั่นแหละ
เป็นคนรับพลังงานจากโลกภายในตัวเอง มากกว่าจากภายนอก
ทำให้เผลอคิดในช่วงเริ่มต้นว่า การ Stay at home มันก็คงไม่กระทบชีวิตมากมั้ง
น่าจะพอไหว คงปรับอะไรเล็กน้อย แต่ก็คงไม่ Impact มาก
และปัญหาจากโควิด ก็น่าจะพอถูไถได้

จนมารู้ตัวว่าตัวเองคิดผิด ก็ 1 เดือนหลังจาก work from home มาแล้วเต็มที่
ว่าจริงๆ แล้ว เราเหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!

Signal ที่ทำให้เรารู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองเหนื่อย
ก็ตอนที่เราสามารถหยิบหนังสือ sapiens เล่มหนาๆ ออกมาอ่านได้อีกครั้ง
หลังจากไม่สามารถเปิดอ่านได้เลยตั้งแต่ work from home  มา

มันอาจจะดูเป็นเรื่องปกติของใครบางคน 
แต่สำหรับเรามันคือ สิ่งที่ทำให้เราฉุกคิดว่านี่ชั้นกลับมาภาวะปกติแล้วใช่มั้ย
เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มอยู่บ้าน และ work from home 
เราปฏิเสธทุกอย่างที่ใช้พลังงานเยอะๆ แม้จะเป็นสิ่งที่ชอบทำมาตลอด
เช่น หนังสือทุกเล่มที่อ่านแล้วต้องโฟกัสมากๆ คิดตามเยอะๆ
หรือถ้าจะเรียกง่ายๆ หนังสือที่เป็นความรู้ที่อ่านค้างไว้ อย่างเช่น sapiens คือเราบายหมด
ทั้งที่ก็มีความพยายามจะหยิบขึ้นมาหลายครั้ง แต่มู้ดมันก็ไม่ได้

คลาสออนไลน์ที่ตั้งใจว่าจะเรียนก็ไม่เอา อย่ามายุ่ง ใช้พลังงานสมองเยอะ

สิ่งที่เราทำคือการดูซีรี่ย์เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่ง ดูหนังในเวลาว่าง
เปิดเพลงดังลั่นห้อง สั่งนิยายรักมาอ่านเกือบทุกวัน สั่งของหวานมากิน
ฟีลว่านอกจากทำงานแล้ว ชีวิตก็มีแต่การ entertain ตัวเอง
ซึ่งตอนโหมทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดปกติอะไร หรือมากไปกว่าปกติ
(แต่ถ้าเราสังเกตลิสต์นิยายและลิสต์หนังที่ดูไปสักนิดนึง ก็อาจจะพอรู้ตัว 555)

 

000033

แล้วก็พึ่งจะเมื่อวีคก่อน (หลังจากอยู่บ้านมาสัก 1 เดือนกว่าๆ)
ที่เรา spark joy กับการอ่านหนังสือหนักๆ (สำหรับเรา) อีกครั้ง
ฟีลลิ่งจับหนังสือ sapiens แล้วไฟไม่ช็อต ใจเรียกร้องเลยก็ว่าได้
สามารถนั่งเรียนคลาสออนไลน์ได้เหมือนที่เคยเป็น
ฟัง podcast ได้แบบเปิดรับและคิดตาม
คือสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราชอบนะ แต่รู้ว่าแต่ละครั้งก็ใช้พลังงานมาก

นี่เลยทำให้เรารู้ว่า ที่ผ่านมาตัวเราก็พยายามสู้กับโควิดมากเหมือนกัน
สถานการณ์ ความเครียดภายใต้การเปลี่ยนแปลงมันทำให้เราเหนื่อยโดยไม่รู้ตัว
ย้อนกลับมาดูเลยพบว่าทุกๆ มิติชีวิตมัน effect หมดเลย ไม่ใช่แค่การทำงาน
ทุกวันนี้เหมือนเราทำงานตลอดเวลา ทั้งทำจริงและทำมโน
คือถึงตอนไหนไม่ได้ทำงาน ก็จะมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมั้ย
อีกทั้งบรรยากาศในห้อง มันก็ไม่ได้น่าอยู่เหมือนเดิมอีก
เพราะโต๊ะที่เคยเป็นที่พักผ่อน เป็นที่ทำงานอดิเรก กลายเป็นโต๊ะทำงาน
เส้นแบ่งของชีวิตทำงานกับชีวิตส่วนมันเริ่มหายไป
ความอึดอัดที่ต้องอยู่ในห้อง ไม่ค่อยได้เดิน ไม่ค่อยได้เจอธรรมชาติ
ความสัมพันธ์คนรอบข้างที่มีระยะห่าง ซึ่งเทคโนโลยีก็ทำได้แค่บรรเทา
ชีวิตเดิมๆ ที่พาให้ประสาทสัมผัสเหี่ยวเฉา และอีกหลายๆ อย่าง

ชีวิตมันเลยคงปรับสมดุลด้วยการปฏิเสธสิ่งที่ใช้พลังงานมากๆ ทั้งมิติสมอง กาย ใจ ออกไป
และเลือกกิจกรรมที่มันเลือกแล้วว่านี่แหละรักษาพลังงานต่อชีวิตมากที่สุด
เพื่อเอา energy ที่มีไปดูแลความเครียดใต้ภูเขาน้ำแข็งที่เราไม่รู้ตัวว่ามีอยู่

ทำให้ถึงเราไม่ได้ป่วย แต่สภาวะภายในที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ทั้งเครียดเรื่องงาน เงิน ไม่ได้เจอคน ไม่ได้ไปที่ที่อยากไป  บลา บลา บลา 
มันก็ทำให้เราอ่อนแอไม่รู้ตัว ฟังก์ชั่นการเยียวยาตัวเองเลยออกมาทำงานพร้อมเพรียงกันขนาดนี้

 

ร่างกายเราเครียดกว่าที่เราคิด

 

และมันก็ทำให้ตระหนักว่า เราต่าง suffer ในแบบของตัวเอง
และก็คงมีคนที่ต้องสู้กับสภาวะภายในของตัวเองไม่ต่างกัน
ซึ่งบางครั้งอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราสู้อยู่ เรา suffer อยู่
เพราะร่างกายมันอาจ auto pilot
หรือคงมีภาระมากมายจนไม่ทันสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง
เหมือนที่เราไม่ได้รู้สึกตัวมาก่อน 

แต่ประเด็นสำคัญ คือ กว่าเราจะรู้สึกว่าตัวเองปกติ ก็ปาเข้าไป 1 เดือนกว่าๆ ได้
แสดงให้เห็นชัดเลย ว่าการปรับตัวมันไม่ใช่เรื่องง่าย
มันไม่ใช่สิ่งที่พรึ่บพรั่บทำได้ สั่งได้
และเราก็เชื่อว่า pace ของแต่ละคนก็คงไม่เท่ากัน

 

IMG_0805

เห็นความ Suffer ของตัวเอง เห็นความ Suffer ของคนอื่น

การมี empathy ต่อตัวเองและต่อคนรอบตัวในช่วงนี้เลยสำคัญมากจริงๆ 
การที่เราไม่ productive เท่าเดิม ก็ไม่เห็นเป็นไร เราไม่จำเป็นต้องด่าทอตัวเองว่าห่วย
การที่คนอื่นไม่ productive เหมือนที่เคยเป็น ก็เช่นกัน
เราไม่มีทางรู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นยังไงอยู่ ปรับตัวถึงไหนแล้ว
สภาวะภายในเค้าเป็นอย่างไร สถานการณ์ภายนอกมีอะไรมากระทบบ้าง
ยิ่งต้องใช้ชีวิตแบบ social distance การสื่อสารมันมีข้อกัด
เราไม่สามารถอ่านพลังงาน ไม่สามารถดูอวัจนภาษาได้ 
เรายิ่งไม่สามารถตัดสินอีกฝ่ายได้เลย
กลายเป็นว่าช่วงที่เราต้องห่างกันมากที่สุด

เราควรคุยกันให้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
คุยกันลึกในระดับ process ของการใช้ชีวิต การทำงาน

(ยอมรับว่าช่วงแรกๆ เราไม่มี empathy ในการทำงานเลย
เพราะความรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่เป็นไร’ ต่อการปรับเปลี่ยนที่เล่าไปตอนต้นนี่แหละ)

และในมุมกลับกัน ก็มีอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้มากๆ ในช่วงนี้
ในเลเวลที่เราอาจจะจินตนาการไม่ถึง
ด้วยข้อจำกัดในชีวิตต่างๆ และสถานการณ์รอบตัว 

หรืออย่างช่วงนี้ มีเทรนด์ New normal เกิดขึ้น พร้อมการชักชวนให้เปิดรับความปกติใหม่
ส่วนตัวเราก็เชื่อว่ามันเป็นเรื่องดี โลกเราก็คงต้องการ Normใหม่
และทุกคนสามารถทำได้แน่นอน เพราะมนุษย์เรียนรู้ เติบโตได้
แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม คือ แต่ละคนวิธีการ ระยะเวลาในการปรับตัวของแต่ละคนต่างกัน
การเข้าอกเข้าใจ เข้าใจข้อจำกัดและความต่างจึงควรมาพร้อมกัน

 

โลกกำลังต้องการ New normal ใหม่
มนุษย์ก็กำลังต้องการ Empathy ต่อกัน

 

 

เอาจริง เวลาพิมพ์ว่าเราเป็นปกติ
ก็ตั้งคำถามกับตัวเองกลับเหมือนกันว่าอะไรคือความปกติ 555
ตอนนี้เลยเอาเกณฑ์ง่ายๆ ไปก่อน ว่าความสามารถในการทำพฤติกรรมที่เคยทำ
ซึ่งถามว่าตอนนี้เราทำทุกอย่างได้เหมือนเดิมมั้ย
ก็ไม่นะ ยังมีบางอันที่ไม่จอยเหมือนเดิมอยู่ดี
ซึ่งมันอาจจะเป็นสัญญาณที่ดีก็ได้มั้ง ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดกาล
และก็น่าจะมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ อย่างตอนนี้ก็มี routine ใหม่เหมือนกัน
ในอนาคตเราอาจจะไม่เรียกร้องการแบ่งแยกพื้นที่บ้าน-ที่ทำงาน แบบ physical แล้ว

แต่ไปแบ่งมันด้วยมุมมองอื่นแทน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
ชีวิตมันคง reset ในตัวของมันเอง และเดี๋ยวก็คงจูนได้ตามสถานการณ์
พยายามบอกตัวเองทุกวันว่าไม่ต้องรีบ การเปลี่ยนแปลงมันมี process ของมัน

State นี้ก็ประมาณนี้ ไม่รู้ว่าอีกเดือน 3 เดือน 1 ปี
ประสบการณ์ภายใต้โควิดที่เข้ามา จะทำให้ reflect อะไรได้อีกบ้าง
ตัวเองก็รอดูตัวเองเหมือนกัน กับช่วง transition เหล่านี้

Ps.เราว่าทุกคนมีกิจกรรม consume พลังงานมากน้อยต่างกัน
และไม่เกี่ยวกับความชอบมาก ชอบน้อย อาจจะลองสังเกตของตัวเองดูได้น้า

 

เป็นกำลังใจให้ทุกคนในช่วงนี้นะ
อย่าลืมหาเวลาดูแลตัวเอง ผ่อนคลายบ้าง

เพราะบางทีถึงเราไม่รู้สึกว่าต้องการ
แต่ร่างกายก็อาจรอช่วงเวลาเหล่านี้อยู่

 

Leave a comment