วันนี้กินอะไร?
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร?
คำตอบข้อนี้ คืออะไร?
ตั้งแต่เด็กจนโต เราทุกคนล้วนเคยใช้คำถามในบทสนทนา
หรือเคยถูกตั้งคำถามเพื่อเช็คความคิด ความเข้าใจ ฯลฯ
หลากหลายประโยชน์ของการตั้งคำถามทำให้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า
เครื่องมือนี้ คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเติบโตได้อย่างมาก
แต่ถึงจะอยู่กับการตั้งคำถามมาตลอด ใช้ในโรงเรียน ที่บ้านหรือที่ทำงาน
แต่ก็พึ่งไม่นานนี้ที่ได้สังเกตอย่างลึกซึ่งว่า
คำถามก็สามารถเป็นเครื่องมือพาเราเข้าใจโลกภายในของมนุษย์ได้เช่นกัน

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสเข้า Workshop ทักษะการโค้ชเพื่อครู
โดย โครงการก่อการครู, คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จริงๆ ก็เป็นโครงการเจ้าประจำที่เรามาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แม้ไม่ได้ทำงานเป็นครูโดยอาชีพ แต่ Workshop ที่นี่ก็ช่วยติดทักษะให้เอาไปใช้ในที่ทำงานได้จริง
ในคลาสนี้เราจะได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของมนุษย์
Mindset และการใช้ G-R-O-W Model เป็นแนวทางในการโค้ช
การตั้งคำถามสำหรับการโค้ช และได้ทดลองโค้ชจริงในคลาส
ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เรารู้เลยว่า คำถาม ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะการหาคำตอบกับความรู้รอบตัวเท่านั้น
แต่มันยังเป็นเครื่องมือช่วยมนุษย์ในการทำงานกับโลกภายในหรือปัญญาภายในของมนุษย์อีกด้วย

คำถามทรงพลัง
โดยปกติ ผู้ที่มาโค้ช (โค้ชชี) จะพกปัญหาที่อยากแก้ไขมาด้วย
และโค้ชจะตั้งคำถามเพื่อให้โค้ชชีได้สำรวจและเข้าใจจิตใจภายในตัวเอง
เป็นการถามเพื่อเข้าใจตั้งแต่ระดับพฤติกรรมไปจนเข้าไปความคิด ความเชื่อ คุณค่าลึกๆ
โค้ชไม่จำเป็นต้องเข้าใจบริบททั้งหมด เพียงแค่อยู่ในปัจจุบันขณะ รับฟัง ไม่ตัดสิน
และคอยตั้งคำถามจากเสียงที่เขาพูดออกมา
แรกๆ ก็ยังไม่คุ้นชิน ไม่แน่ใจว่าการตั้งคำถามควรทำอย่างไร
รวมทั้งไม่ได้ตระหนักถึงพลังของคำถามใดๆ เพียงแค่ถามไปตามวิธีการที่อาจารย์แนะนำ
จนพอถึงตอนปฏิบัติจริง ถึงได้เก็ทในความมหัศจรรย์ของคำถาม
เพราะเราได้เห็นโมเม้นท์ที่คำถามมันทำงานกับโค้ชชี
เหมือนเป็น Aha moment ที่เกิดจากคำถามไปกระตุกให้เขาคิดในมุมที่หลงลืม
จนสามารถมองเห็นทางออกใหม่ๆ มากกว่าจมอยู่กับปัญหาเดิมๆ
ในโมเม้นท์เหล่านั้น ทั้งได้ลองเป็นโค้ชเอง และได้ลองถูกโค้ช
เราค้นพบว่ามันมีหลายองค์ประกอบที่ประกอบสร้างให้เกิด “คำถามทรงพลัง”
1.คำถามที่เกิดจากความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
เพราะการโค้ชเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โค้ชชี่ต้องตอบคำถามอย่างจริงแท้
เพื่อได้สำรวจตัวเองและยังช่วยให้โค้ชเข้าใจภายในจิตใจมากขึ้น
ซึ่งการตอบคำถามเหล่านี้บางครั้งก็อาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยถึง
หากความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ไว้วางใจกันและกัน
การสร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างความสบายใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำ
นอกจากนั้นความไว้วางใจกัน ยังหมายถึงโค้ชเองก็ไว้วางใจว่า
โค้ชชีมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่สามารถหาตอบได้เอง
ซึ่งหากเชื่อเช่นนี้ ลีลาท่าทีคำถามที่ออกมาจะไม่ใช่การ push การเร่ง การตัดสิน
แต่จะเป็นคำถามที่เปิดกว้าง ช่วยเสริมความมั่นใจ
และสิ่งนี้จะเป็นผลสะท้อนกลับที่ทำให้โค้ชชีไว้วางใจโค้ชมากขึ้นด้วยเช่นกัน
2.คำถามที่เกิดจากความมั่นคงภายในของโค้ช
ความมั่นคงภายในของโค้ชถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานกับโค้ชชี
เพราะโดยปกติเขาจะมาหาเราพร้อมปัญหาที่พกมาด้วย
เขาอาจอยู่ในสภาวะที่เซ ไม่มั่นคง ต้องการหาทางออก
ซึ่งสภาวะเหล่านี้มักทำเขาไม่สามารถเห็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วของตัวเองได้
โค้ชจึงต้องมีความมั่นคงเพื่อให้สามารถมองเห็นประเด็น คอยตั้งคำถามในมุมมองต่างๆ
ชวนให้เขามองรอบด้านและสำรวจความเป็นไปได้ในตัวเอง
และไม่ใช่เฉพาะก่อนเริ่มทำการโค้ช ในระหว่างทางเองก็ต้องสามารถจัดการตัวเองได้
แม้อาจมีประเด็นเปราะบางเกิดขึ้นมาจนโค้ชเองก็สั่นไหวตามไปด้วย
เพราะเมื่อโค้ชมั่นคง จะสามารถอยู่กับเขาได้ทั้งตัวและใจ sensing ทำงานได้เต็มที่
ได้ยินเสียงและรายละเอียด จนนำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้ง รอบด้าน คมชัด
3.คำถามเพื่อความเข้าใจ ไม่ตัดสินคุณค่าใดๆ
เป้าหมายของโค้ชมีเพียง 3 อย่าง
คือการช่วยให้เขามี confident, congruence, competence
เราไม่ได้มีหน้าที่ตัดสิน ชี้แนะโซลูชั่นให้เค้า เพราะคำตอบเหล่านี้ต้องเกิดจากเขาเอง
บนพื้นฐานของความเชื่อว่าคนที่เราคุยด้วยเข้ามีทรัพยากรที่ดีอยู่ในตัวเอง
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อความเข้าใจและพาเขาไปค้นพบคำตอบของตัวเอง
คำถามของโค้ชส่วนมากจึงเป็นคำถามปลายเปิด
4.คำถามที่เรียบง่าย คมชัด
คำถามที่ดี คือคำถามที่ตรงประเด็น ไม่จำเป็นต้องยืดยาว ใช้คำสวยหรู
แต่คำง่ายๆ เข้าใจเร็วก็ถือเป็นคำถามที่ทรงพลังได้เช่นกัน
ทักษะสำคัญที่โค้ชต้องมี จึงเป็นการจับประเด็นที่เฉียบคม
เพื่อมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในประโยคของโค้ชชี
รวมถึงทักษะการสังเกต เปิด sensing ของตัวเองเพื่อเก็บข้อมูล
ทั้งที่เขาแสดงออกและไม่แสดงออกมาประมวลเป็นคำถาม

5.คำถามที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ และมาถูกจังหวะ
สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งของโค้ช คือการมี present อยู่ในปัจจุบันขณะ
ลดการคิดตีความไปก่อนหน้า หรือเอาประสบการณ์ตัวเองมาตัดสิน
เพราะในโมเม้นท์ที่เราคิดไปเอง คือวินาทีที่เราพลาดเรื่องราวที่แท้จริงของเขา
อาจส่งผลให้คำถามที่ออกมา ไม่ใช่คำถามที่เกิดในปัจจุบัน
โค้ชจึงต้องเป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่า เพื่อเปิดรับได้อย่างเต็มที่
อีกทั้งการที่เราอยู่ในปัจจุบัน ยังช่วยให้เราตั้งคำถามขึ้นมาได้ถูกจังหวะ
ซึ่งจะช่วยให้โค้ชชีเกิดโมเม้นท์ตระหนักรู้ในตัวเอง
เพราะบางคำถามมันต้องมาในตอนนั้นจริงๆ ถึงจะเวิร์ค
6.คำถามที่ชวนลงลึกถึงโลกภายใน
มีการพูดถึงภูเขาน้ำแข็งแห่งความเป็นมนุษย์
ว่ามนุษย์มีโลกที่สังเกตเห็นได้ชัด นั่นคือ พฤติกรรม
กับโลกที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ซึ่งประกอบไปด้วย
ความรู้สึก ความคิด ความต้องการ คุณค่า ความเชื่อ
ซึ่งถึงแม้ 2 โลกจะทำงานต่างกัน แต่เมื่อพูดถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงในมนุษย์
หรือเพื่อปลดล็อคปัญหา เราจำเป็นต้องทำงานกับโลกภายใน
คำถามที่ตั้งขึ้นต้องชี้ชวนให้สำรวจลึกไปถึงความรู้สึก คุณค่า ความเชื่อ
หรือทุกอย่างในโลกภายใน แต่ทั้งนี้ โค้ชก็ต้องหมั่นสังเกตว่าโค้ชชีพร้อมแค่ไหนที่จะลงลึก
เพราะหากโค้ชพยายามดันมากไป แต่เขายังไม่พร้อม ก็อาจเกิดผลร้ายมากกว่าดี
7.คำถามที่ไม่ใช่คำถาม
เราเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งว่า บางครั้งสิ่งที่ไม่ใช่คำถามก็ช่วยให้โค้ชชีได้คำตอบของเขาเอง
สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเสียงสะท้อนจากโค้ชต่อเรื่องราวที่ได้ยิน
อาจเป็นการสะท้อนแก่นแท้ในตัวโค้ชชี่ที่โค้ชมองเห็น
หรือบางทีก็เป็นความเงียบในจังหวะเวลาที่ถูก ทำให้เขาได้ใคร่ครวญตัวเองจนเกิดคำตอบในแบบเขา
เหมือนในห้องที่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า
บางทีแค่โค้ชพูดคำว่า “แล้ว?” ในห้วงเวลาที่ถูกต้อง
หรือปล่อย ความเงียบ ในระหว่างบทสนทนา
ผู้ถูกโค้ชก็สามารถได้คำตอบบางอย่างด้วยตัวเอง
พอลิสต์มา ดูเหมือนจะมีหลายข้อ แต่ส่วนตัวเราคิดว่า
สิ่งสำคัญที่สุด คือการที่โค้ชมี present อยู่ในปัจจุบันขณะ
เหมือนได้ช่วยนั่งเป็นสติให้แก่คนตรงหน้า
อาจไม่ต้องพกโมเดลต่างๆ มาเป็นกรอบในการตั้งคำถาม
แต่เอาตัวเองมาอยู่กับเขาทั้งตัวและหัวใจ ส่ง empathy ถึงกันและกัน
ก็สามารถช่วยให้โค้ชชีเกิด awareness, alignment, action ได้
เพราะสุดท้ายเขาเอง ก็เป็นคนที่มีของในตัว ไม่ต่างจากเราทุกคน

สำหรับเรา การเป็นโค้ชจึงเปรียบเสมือน “เครื่อง awareness” ที่เดินเครื่องด้วยคำถาม
คำถามที่ลงลึกถึงระดับความคิด ความเชื่อ มากกว่าติดอยู่แค่พฤติกรรม
และเมื่อเกิด awareness ขึ้น เขาก็มีโอกาสที่จะหาทางออกต่างๆ ต่อไปได้ด้วยตัวเขาเอง
และด้วยการเดินเครื่องด้วยคำถามนี้
เราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็นำไปปรับใช้ได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นโค้ชโดยอาชีพ แต่ครู หัวหน้า ครอบครัว
ก็สามารถใช้คำถามคุยกันเพื่อเข้าใจกันมากขึ้น มี awareness ในตัวเองกันมากขึ้น
นี่จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราชอบในชื่อคลาสนี้ที่บอกว่าเป็น “ทักษะการโค้ชเพื่อครู”
คือ workshop ไม่ได้สอนให้เราต้องไปเป็นโค้ช แต่เขาติดทักษะแบบโค้ชให้ครูนำไปใช้ในแบบตัวเอง
(และเราที่ไม่ได้เป็นครู ไม่ได้เป็นโค้ช ก็คงจะนำทักษะนี้ไปใช้ในแบบของตัวเอง)
ในมุมมองส่วนตัวเอง ก็รู้สึกว่าการมาเรียนโค้ชครั้งนี้
ทำให้เราได้รู้จักเครื่องมือเพื่อสำรวจ self-awareness อีกตัวหนึ่ง
ที่ทำงานแตกต่างกับเครื่องมือตัวอื่นๆ (การตั้งคำถามน่าจะเป็นแกนสำคัญ)
ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้ และคนที่เราใช้ด้วย
เพราะแต่ละคนก็มีวิธีการเรียนรู้ ค้นหา self-awareness ในแบบของตัวเอง
สิ่งสำคัญที่สุด คือคนที่ใช้เครื่องมือ จำเป็นต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก
และเลือกใช้ให้เหมาะสม

ขอบคุณพี่ๆ อาจารย์ทุกท่านที่มาร่วมเรียนรู้ด้วยกัน
และขอบคุณภาพจากเพจ ก่อการครู และอาจารย์จ๊อยค่า
