ถ้าพูดถึงการทำ Thesis หรือวิทยานิพนธ์ ชอบพาร์ทไหนมากที่สุด?
สำหรับเรา คือตรง ย่อหน้าสุดท้ายของบทที่ 1 (ที่มาและความสำคัญ)
ไม่แน่ใจว่าทุกที่ หรือสไตล์การเขียนของแต่ละคนจะเหมือนกันมั้ย
แต่ในย่อหน้าสุดท้ายของเรา เป็นย่อหน้าที่พูดว่างานวิจัยของเรา
จะมาช่วยปิดช่องว่างของงานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างไร
หรืออีกนัยหนึ่งคือจะช่วย Contribute อะไรต่อยอดให้สิ่งที่มีอยู่ในทุกวันนี้

ย่อหน้าทิ้งท้ายที่ทำให้เกิด Mindset ใหม่
ก่อนหน้าจะเรียนปริญญาโท เราอยู่ในสายงานด้านการสื่อสารมาตลอด
สิ่งสำคัญหนึ่งในงานการสื่อสาร คือการสร้างความแตกต่าง ความเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่ซ้ำ
ซึ่งแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะสร้างความได้เปรียบในการสื่อสาร ทำให้งานมีเสน่ห์ เป็นที่จดจำ
และเรายึดถือจุดนี้ในการทำงานมาตลอด
อีกทั้ง เราก็เป็นคนที่อยู่ห่างไกลงานทางวิชาการมากๆ
ปริญญาตรีก็ทำงานเป็นเชิง Project มากกว่า
การทำ Thesis เลยเป็นประสบการณ์ใหม่มาก
ทั้ง mindset และ methodology ต่างๆ ของการทำวิจัยถือว่าเริ่มจาก 0
แต่พอเป็นเรื่องใหม่ ก็ยิ่งทำให้ได้เรียนรู้มุมมองอื่นๆ ที่ไม่คาดคิด
ในช่วงที่เริ่มคิดหัวข้อ Thesis แรกๆ
จำได้ชัดเลยว่า ทิศทางความคิดมุ่งไปหาหัวข้อที่ unique, big idea, big impact
หัวข้ออะไรที่มีความใกล้เคียงคนอื่น ดูไม่ออริจินัลเราจะไม่ทำ
เพราะอยากเป็นคนแรกในประเด็นนั้นๆ แบบพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นคน Contribute เรื่องนี้
ก็คือ คิดใหญ่เว่อร์ ใช้แนวคิดเดียวกับการทำสื่อสารมาเป็นหลักคิด
จนวันหนึ่งในห้องเรียน ได้ฟังอาจารย์เล่าเพิ่มเติม ถึงเหตุผลของการทำวิจัย
จำประโยคไม่ได้แน่ชัด แต่ประเด็นนี้ไม่เคยลืม
“บางทีงานวิจัยเราก็ทำเพื่อปิด Gap ที่มีอยู่ของงานวิชาการก่อนหน้า
และเราก็ช่วยกันปิด Gap กันไปเรื่อยๆ เป็นการ Contribute ร่วมกัน ต่อยอดองค์ความรู้ให้วงการ”
ณ วันนั้น เราไม่ได้เข้าใจทันที แต่ก็ยอมรับว่าสั่นสะเทือน.
มาเริ่มเห็นภาพชัดมากขึ้นก็วันที่เริ่มหางานวิจัยในขอบข่ายที่สนใจมาอ่านเพิ่มเติม
เราเริ่มเห็นว่าในเปเปอร์จะพูดถึงข้อสรุปจากงานวิจัยชิ้นก่อนหน้า
ซึ่งเป็นเหมือนการยืนยันบางอย่าง ก่อนจะต่อยอดถึงคำถามของผู้วิจัยที่ยังไม่มีคำตอบ
สิ่งที่สะดุดตา สะกิดใจมากๆ คือ ถ้าไม่มีคำตอบของงานวิจัยก่อนหน้า
ก็อาจไม่สามารถไปตั้งคำถามต่อยอดในงานวิจัยชิ้นต่อไป
เวลาอ่านเปเปอร์ เราจึงเหมือนได้เห็นการแตกกิ่งต่อยอดของประเด็นนั้นๆ ออกมาเรื่อยๆ
ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ คำอธิบาย ข้อพิสูจน์ที่ช่วยตอบคำถามหลายๆ อย่าง
งานวิจัยที่ประเด็นแข็งแรง องค์ความรู้เยอะๆ สามารถออกมาช่วยตอบคำถามในสังคมได้
จึงไม่ได้มาจากคนๆ เดียวคิดและทำ แต่มันคือความร่วมมือกัน
จำได้ว่าตอนนั้น Mindset ที่ยึดติดอยู่กับความโดดเด่น แตกต่างของเราถูกสั่นคลอนมาก
คือ ก็ไม่แน่ใจว่าทุกคนจะมองงานวิจัยในมุมนี้เหมือนกันหมดมั้ย แต่ประเด็นนี้ Impact เรามาก
เราเริ่มเก็ทพลังของการช่วยกัน Contribute มากกว่าการมองหาความเป็นที่หนึ่ง
เรามีความรู้ที่มากขึ้น เร็วขึ้น พัฒนาขึ้น สามารถอธิบายอะไรได้ครอบคลุมขึ้นเพราะพลังเหล่านี้

จากมนุษย์ที่สนใจแต่ความโดดเด่น ชอบทำอะไรคนเดียวด้วยซ้ำ
ย่อหน้าสุดท้ายในบทที่ 1 ของวิทยานิพนธ์ พาเราเปิดโลกใหม่
ไม่ได้จำกัดความคิดตั้งต้นไว้เฉพาะการหาสิ่งว้าว! แตกต่าง! เป็นอันดับแรกๆ
แต่สามารถเริ่มอีกมุม คือการเริ่มต้นจาก Gap ที่มี
ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจาก 0 เสมอไปก็ได้
ไม่ใช่แค่เรื่อง Thesis แต่รวมถึงการทำงานอื่นๆ ทั้งออกแบบกระบวนการรวมถึงการทำงานสื่อสาร
นอกจากนั้น ที่ส่งผลในเชิงบุคคลมากๆ
คือ เราลดความหมกหมุ่นกับตัวกุ ของกุ และมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น
ความรู้ ความสามารถในตัวแต่ละคนก็กำลังทำงานในแบบของมัน
เราเริ่มเคารพในงานที่แต่ละคน/ทีม กำลังทำอยู่มากขึ้น รับฟังมากขึ้น
ไม่มีใครทำงานที่เจ๋งที่สุด เราสามารถเป็นเชื้อเพลิงของกันและกัน
และมีความเชื่อลึกๆว่ามันสุดท้าย แม้สิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย
มันจะส่งผลถึงกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อาจจะในอนาคตก็ได้
เพราะฉะนั้น “จงลงมือทำ”
ยิ่งเชื่อมโยงกับยุคนี้ที่ปัญหาบนโลกซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
การช่วยกันพัฒนา ต่อเติมความรู้ ก็คงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง
ทั้งดีขึ้น และเร็วขึ้น ทุกอย่างเราไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก 0 เสมอไป
แปลกดีที่ Thesis พาเราใจกว้างกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น
อีกมุมหนึ่ง ก็ได้ขยายกรอบความคิดตัวเองเช่นเดียวกัน
ยอมรับว่าแรกๆ พอเจอความคิดใหม่ ก็กล่าวโทษความคิดที่เคยมี ด่าทอตัวเอง
ว่าการหลงใหลในความแตกต่าง ต้องโดดเด่น ช่างแสนโหดร้าย ใจแคบ
แต่พออยู่กับทั้ง 2 มุมไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่ามันทำงานในบทบาทต่างกัน และแทบจะสอดคล้องกันด้วยซ้ำ
เพราะเอาเข้าจริงการอยู่ร่วมกัน สร้างอะไรร่วมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเอกลักษณ์
ในทุก Gap มีย่อมมี Originality ในแบบของตัวเอง
จริงๆ ในวงการสื่อสารเองทุกวันนี้ก็คุยกันมาตลอดเวลา
ว่าแทบไม่มีอะไรใหม่อีกแล้วในโลกนี้ ไอเดียดูคุ้นๆ กันเยอะ เพราะโลกมัน connect กันหมด
เราแทบจะเคยเห็นงานของกันและกันทั่วโลก ใช้สร้างแรงบันดาลใจต่อๆ กันไม่หยุด
แต่ประเด็นคือ เราจะหยิบจับไอเดียไหนมาใช้แก้ปัญหาได้ดีและเหมาะสม
ปิด Gap ได้มากกว่า นั่นแหละ ประเด็น

เอนจอยกับกิ่งไม้ของเรา
ทุกวันนี้เวลาย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าสุดท้ายในบทที่ 1
ยังรู้สึกอิ่มเอมทุกครั้ง แต่ไม่ได้ดีใจกับประเด็นอะไรที่ยิ่งใหญ่
แค่ได้เห็นว่างานของเราได้ยืดกิ่งก้านสาขาเล็กๆ ออกไป ก็ดีใจมากๆ แล้ว
และยิ่งดีใจขึ้นไปอีก ที่ได้พาตัวเองเรียนรู้ข้ามวงการ
แล้วได้พบเจอวิธีคิดในอีกแบบหนึ่ง ที่เราอาจไม่เคยมอง
ตอกย้ำชัดมากๆ ว่าการลองทำอะไรที่หลากหลาย คือการขยายขอบตัวเองจริงๆ
และทุกๆ ประสบการณ์มันก็ล้วน contribute ซึ่งกันและกัน
เดี๋ยวนี้บางทีก็ใช้วิธีคิดที่ได้จากวงวิชาการมาทำงานสื่อสาร
เอาความคิดด้านสื่อสารไปทำงานในวิชาการ
เราว่ามันเกื้อกูลกัน เห็นพลังของ Interdisciplinary
และอยากเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
ขอบคุณเพื่อน อาจารย์ ผู้ร่วมเดินทางใน Thesis ค่า
แม้จะยังไม่ถึงปลายทาง แต่ก็เรียนรู้กันต่อไปเนอะ 5555
