
ทวิตเตอร์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่เราโบยตีด่าทอตัวเองมากที่สุดในชีวิต
เนื่องมาจากการค้นพบและตระหนักในตัวเองว่า
ตัวเราเองช่างปลอมเหลือเกิน
ไม่จริงใจ
เล่ห์เหลี่ยม
หลอกลวง
ประดิษฐ์
แผนการ
สร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้นมาเป็นเกราะหุ้ม
ปกปิดความกังวลและไม่มั่นใจในตัวเอง
เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ได้มีอะไรดีสักอย่าง
ทั้งๆ ที่หลายครั้งก็มีผลงาน มีผลความสำเร็จให้พอดีใจอยู่บ้าง
แต่ก็กลับทับถมตัวเองด้วยความคิดที่ว่า
เรื่องดีๆ เหล่านั้นก็เป็นเพราะโชคช่วยหรือคนอื่นช่วย
แท้จริงแล้วกุช่างห่วยๆๆๆๆๆๆๆ
และเมื่อไหร่ที่ยิ่งมีคนชม ก็ยิ่งแต่สร้างความกดดันให้ตัวเอง
เพราะเรารู้ตัวดีว่าไม่มีวันไปถึงจุดที่คนอื่นคาดหวัง
เหมือนว่าการเชื่อและไว้ใจในตัวเองจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา
ความเปราะบางในใจเหล่านี้
ส่งผลให้เราต้องปกปิดตัวเองไว้ด้วยภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยม
ปลอมให้ถึงที่สุด ปิดเอาไว้ให้มิด
ชีวิตที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงคอยวิจารณ์ตัวเอง
พร้อมทั้งพยายามคาดเดาผู้อื่น กังวลว่าเขาจะตัดสินเราอย่างไร
เขาจะเห็นความห่วยที่เราเก็บเอาไว้มั้ย
สิ่งที่ทำเลยเป็นการสร้างแผนการปกปิดให้กับตัวเองและคนอื่น
ยิ่งปิดบังคนอื่น
ก็ยิ่งปกปิดตัวตนของตัวเอง

ในทางจิตวิทยา นักวิชาการเรียกอาการนี้ว่า
ปรากฎการณ์ตัวปลอม (Imposter Phenomenon)
ซึ่งเป็น ภาวะที่บุคคลกำลังหลอกหลวงผู้อื่นเกี่ยวกับระดับสติปัญญาของตัวเอง
เพราะกลัวว่าสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นความสามารถของตัวเองจริงๆ จะถูกเปิดเผย
กลไกในตัวจึงมักขยายความล้มเหลวให้ใหญ่เกินจริง
และลดทอนความสำเร็จลงให้เหลือนิดเดียว
(หนังสือ Presence โดย Amy Cuddy)
เราไม่แน่ใจว่าอาการเราเมื่อก่อนจะสามารถเทียบเคียงกับทฤษฎีได้ 100% นี้มั้ย
มันอาจจะเลวร้ายกว่า หรือเบาบางกว่า
แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของเรา
คือการที่ 2 ปีที่แล้วถูกเหวี่ยงไปในสังคมใหม่
สังคมที่อนุญาตให้ ‘ความจริงแท้’ (Authentic) โบยบิน

– เราได้เรียนรู้การเขียนสะท้อนคิดที่ทำให้เราสามารถรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของตัวเองได้
และไม่ติดกรอบค่านิยมสังคมใดๆ จนละเลยเสียงและตัวตนของตัวเอง
– เราได้เปิดเผยความคิดทั้งดีและแย่ รวมถึงเลิกแปะป้ายว่ามันดีหรือแย่ไปพร้อมๆ กัน
เพื่อเรียนรู้ที่จะโอบรับมันทั้งหมด เพราะทุกความคิดก็คือตัวเราเอง
– เราได้ฟังเรื่องราวดีๆ เรื่องราวท้าทาย เรื่องราวเศร้าๆ ของใครหลายคน
จนเห็นภาพชัดเจนว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบจริงๆ
– เราได้เจอคนที่พร้อมรับฟังด้านที่มืดที่สุดในตัวเรา โดยไม่ตัดสินว่าเราดีเลว
เขาแค่อยู่ตรงนั้นให้เราได้พูดออกมา เพื่อให้เราได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น
พื้นที่เหล่านี้ เหมือนเป็นพื้นที่ทดลองที่ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่เห็นเป็นไรเลยที่จะห่วย
เราสามารถบอกตัวเองได้ว่ากุห่วย ไร้ความสามารถ
เราสามารถตะโกนให้คนอื่นได้ยินว่าเราไม่รู้อะไรเลย
เพราะยังมีคนที่พร้อมฟัง พร้อมเข้าใจ และพร้อมช่วยเหลือ
เราไม่ได้เจ็บปวดเจียนตายกับความล้มเหลว หรือความอ่อนแอในตัว
และอย่างน้อยที่สุดความสามารถที่เราคิดว่าแย่เหลือทน
พอได้ลองปลดปล่อยมันออกไปโดยไม่ตัดสิน ก็ยังมีคนที่เห็นคุณค่าและชื่นชม
ทำให้พบว่าความวิตกกังวลที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น โคตรจะคิดไปเองเลย
และจากพื้นที่นี้ ก็ทำให้เรากล้าที่จะลองในพื้นที่อื่นออกไปเรื่อยๆ
จนวันนี้ก็ทดลองมากว่า 2 ปีแล้ว (และคงทำต่อไปอีก)

ทุกวันนี้ เราให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ลดน้อยลง
และเพิ่มพื้นที่ให้กับความจริงแท้
ถึงบางครั้งเราจะถ่ายทอดมันออกไปข้างนอกไม่ได้เพราะกรอบที่ซ่อนอยู่
แต่ลึกๆ เราก็รู้ตัวเสมอว่ากำลังเกิดขึ้นอะไรกับภายใน
ผลที่ได้กลับมาก็เกินคาด เกินกว่าที่เราจะเคยจินตนาการถึง
ชีวิตสบายขึ้นมาก เราแฮปปี้ได้แบบไม่เหนื่อย ไม่ต้องพยายามปั้นแต่ง
และเราพบว่าเสน่ห์ความเป็นตัวเรา ก็สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้จริงๆ
และมากกว่านั้น เราพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว โลกก็ไม่ได้โหดร้ายกับเราขนาดนั้น
มันยังมีมุมที่โลกและคนรอบตัวใจดีต่อกันและกันอยู่จริงๆ
คือ ไม่ต้องปลอมก็เอนจอยได้เว่ย
แต่ก็ใช่ว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตเราจะจริงแท้และรู้ทันตัวเองทั้งหมด
ยังมีบ้างบางครั้งที่ภาวะความปลอมเข้ามาทักทาย
แต่เราพบว่าเมื่อเรารู้สึกตัวเก่งขึ้น รู้ทันตัวเองมากขึ้น
เราก็สามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ซึ่งก็คงเหมือนที่เขาเขียนเอาไว้ว่า
“ภาวะตัวปลอมไม่มีวันหายง่ายๆ เกมนี้ต้องสู้หลายๆ ครั้ง”
🙂
– ถ้าใครกำลังเจอภาวะแบบนี้ เราอยากชวนหาพื้นที่เริ่มต้นของตัวเอง
และอย่ากลัวเมื่อเจอพาร์ทต่างๆ ของตัวเอง
– ขอบคุณ LSED พื้นที่แรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
