มันเริ่มจากการตั้งเป้าไว้ต้นปีว่าปีนี้จะลองทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น
และสิ่งใหม่ๆ ที่เราทำในช่วงเดือนเมษายน ก็คือ การไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อน
และนี่คือทริปเที่ยวระยะยาวกับเพื่อนครั้งแรกในชีวิต (ถามจีงงงงง)
มันดูเป็นเรื่องง่าย ที่แค่นัดแนะกันไม่กี่วัน
การจองตั๋ว จองที่พักก็เกิดขึ้น process ทุกอย่างสรุป จบ ครบในเวลาอันสั้น
จะมีแค่อย่างเดียวที่ยากที่สุด (และมักยากเสมอมา) ก็คือ ใจของเราเอง
‘หวงโลกส่วนตัวเหมือนสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิต’
คงไม่มีอะไรบอกเล่าความเป็นเราได้มากเท่านี้
มันเป็นโลกที่ทำให้ทุกวันหยุดเราเลือกไม่ไปไหน
ทำให้ช่วงเวลาพักผ่อนเราเลือกจะอยู่คนเดียว
ทำให้เราเลือกจะคุยกับตัวเองมากกว่าพบปะกับคนอื่น
เอาแต่ใจได้ ดื้อได้ หน้างอได้ เป็นบ้าได้ ในโลกใบนั้นหน่ะ
โลกใบเล็กๆ ที่มีแหล่งพลังงานยิ่งใหญ่เสมอให้กับเรา
เลยไม่ค่อยยอมเอาโลกใบนี้ไปแลกกับอย่างอื่น
ทุกวีคจะมี process การคำนวณพลังงานที่สูญเสียจากการเจอคนรอบตัวและต้องได้รับการชดเชยไว้
การไปเที่ยวในวันหยุดยาวเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรามาก
เพราะมันคือการทำลายโอกาสได้แอบซ่อนตัวเข้าไปในโลกใบคุ้นเคย ไปเติมพลังงาน
ความวิตกกังวลมาเต็มไปหมด ทั้งกลัวไม่จอย กลัวทำเพื่อนนอย
ไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากให้ใครรู้สึกไม่ดี กลัวต้องข่มความอยาก
กลัวกลับแล้วเหนื่อยกว่าเดิม กลัวภาวะแย่ๆ ในตัวเองจะเกิดขึ้น
กลัวไปหมด กลัวว่าคนอื่นจะมาทำลายโลกส่วนตัว มาทำลายพื้นที่ปลอดภัย
ถ้าใครเคยบอกว่าการไปเที่ยวเหมือนชาร์ตพลัง
สำหรับเรา มันต้องเป็นการเที่ยวในโลกส่วนตัวเท่านั้น
ถ้าต้องอยู่ในโลกที่มีคนอื่น นั่นคือการเสียพลังงาน
แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ถอยหลังไม่ได้
(ใช่ซี่ ก็เอาเงินค่าตั๋วคืนไม่ได้ล้าวววว)

เราไปญี่ปุ่นกับเพื่อน 4 คน (5 คนบ้างบางวัน)
อยู่ญี่ปุ่นด้วยกันเป็นวีค เดินเที่ยว เข้าออก Supermarket เป็นว่าเล่น
เข้าร้านเครื่องสำอางค์จนเบื่อ ขึ้นรถไฟจนล้า ถ่ายรูปจนหมดท่า
ทุกอย่างวนๆ หมุนเวียนเป็นกิจวัตรที่ค่อยๆ คุ้นเคย
แต่ที่น่าประหลาดใจ คือ ไม่มีวันไหนเลยที่เราโหยหาอยากกลับเข้าโลกส่วนตัว
จากที่เคยหนักใจ ทุกอย่างกลับเบาสบาย
ทริปนี้ทำให้คนที่ชอบอยู่คนเดียว กลับจำได้แต่หน้าเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ทุกวัน
สถานที่ ภาพวิว ร้านอาหาร กลายเป็นแค่ภาพเบลอๆ อยู่ใน background
พอมาย้อนคิดดูว่าอะไรที่ทำให้เราอยู่ได้ขนาดนี้
นั่นคือเวทมนตร์จาก “การฟัง”
“ใครอยากไปไหน พิมพ์ไว้ เดี๋ยวจัดทริป”
ประโยคคำถามธรรมดาที่ถูกพิมพ์มาในกรุ๊ปแชทช่วงแรกๆ ของทริป
แต่ในจังหวะนั้นสำหรับเรา เรารู้สึกว่ามันเป็น process ที่เยี่ยมยอดที่สุด
เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราทุกฝ่ายได้ฟังความต้องการของกันและกัน
และได้จัดเรียงความต้องการของแต่ละคนให้สอดประสาน
ถึงจะมีแตกต่าง แต่ก็สามารถลงตัวในแบบของมัน
ซึ่งจริงๆ ความลงตัวก็อาจจะไม่ได้มาจากสถานที่ที่อยากไปหรอก
แต่ใจเราเองที่โอเคกับทุกเสียงความต้องการที่ได้ถ่ายทอดออกมา
มันก็เหมือนเป็น process ทั่วไปที่ปกติก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว
แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ การฟัง ในทริปนี้ช่างแสนพิเศษ
ซึ่งเราเชื่อว่ามันเป็นเพราะเพื่อนทั้ง 4 คน คือสิ่งแวดล้อมของการฟังที่ดีแบบไม่รู้จะหาจากที่ไหน
ไม่แน่ใจว่าเพื่อนไปฝึกทักษะนี้มาจากไหน เรารู้สึกว่าเขาทำตัวสบายๆ และไม่ได้ดูพยายามนัก
หรือบางที เขาก็แค่เป็นคนแบบนี้ แต่ที่ผ่านมาเรานั่นเองแหละที่ไม่ค่อยมีทักษะนี้อยู่ในตัว 5555
พอช่วงที่ผ่านมาได้ฝึกมาบ้าง การฟังเข้ามาอยู่ในเนื้อในตัวประมาณนึง ทุกอย่างเลยจอยแบบที่เห็น

ถ้าหากลงดีเทลให้ลึกขึ้น เราคิดว่าในภาวะการฟังนั้นมันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่เอื้อให้ทุกอย่างลงตัว
– Authentic: เรากล้าพูดความต้องการจริงๆ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร อยากไปไหนก็แชร์เพื่อน อยากได้อะไรก็ลองพูดออกมา เราไม่กลัวการแชร์ความคิดความรู้สึกออกมาเลย และเช่นกันเราก็ให้พื้นที่เพื่อนเป็นในแบบที่เขาเป็น
– Respect: เราเคารพความต้องการของทุกเสียง ไม่ตัดสินไปเองดื้อๆ ว่าสิ่งนั้นดี/เลว
เพราะเราไม่สามารถตัดสินใจแทนใครได้ เราเลือกให้พื้นที่เพื่อนตัดสินใจในบทบาทของเขาเสมอ ไม่คิดแทน
และที่สำคัญ เรารู้สึกได้ว่าเพื่อนเองก็ฟังเสียงของเราจริงๆ ได้ไม่ได้ เราก็ไม่โดนตัดสิน แต่มันคือการคุยจูนกัน
– Being at the moment: เราไม่คาดหวังว่าเสียงของเราจะเป็นคำตอบสุดท้าย แต่มันการคุยกันจนเป็นคำตอบสุดท้าย และตลอดทริปเราไม่รีบ ไม่เร่งเร้าใส่กันและกัน ไม่กังกลอนาคตเพราะนี่คือเวลาพักผ่อนของเรา น่าจะเป็นไม่กี่ครั้งที่ใจเราอยู่กับปัจจุบันมากๆ
ทั้งหมดนี้พอมันมาเชื่อมโยงกัน เลยทำให้เราอยู่ได้จริงๆ ในโลกที่ไม่คุ้นเคย
หรือในอีกมุมหนึ่ง มันก็คือสิ่งที่เราไม่มี เมื่ออยู่ในโลกที่ดูดพลังงาน
ดูดจนเราต้องแอบไปหลบซ่อนในโลกส่วนตัวบ่อยๆ
เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถเป็นตัวเองอย่างจริงแท้ได้
หลายครั้งที่เราโดนตัดสินไปก่อนที่เขาจะเข้าใจ หรือบางทีก็โดนปิดพื้นที่การสนทนา ถูกตัดบด
และก็บ่อยไปที่เรามัวแต่กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ถึงภาพที่ออกมาของทริปมันคงดูเหมือนเราไปไหนไปกัน อยู่ด้วยกันหมด
แต่ถ้ามองลงไปข้างใน (อย่างน้อยก็เราคนหนึ่ง)
สิ่งที่เกิดขึ้น มันคือการที่เราอยู่ร่วมกันบนโลก
ที่ในขณะเดียวกันก็ได้อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง
ทุกอย่างที่ถูกจัดสรร และแบ่งปันอย่างเข้าใจบนทรัพยากรที่จำกัด เช่น เวลา
เวทมนตร์ของการฟัง
ทำให้การอยู่กับคนอื่น
ไม่จำเป็นต้องเดินออกจากโลกส่วนตัวเสมอไป

กลายเป็นว่าจากทริปเดินทางพักร้อน
กลับทำให้เราได้เจอสิ่งที่ทำให้หมดพลังงานและเลือกตัดขาดจากโลกภายนอก
และค้นพบวิธีเปิดประตูโลกส่วนตัวสุดหวงของตัวเอง
ง่ายๆ แค่มีคนให้พื้นที่กับเสียงของเรา ก็เหมือนประตูแง้มเปิดแล้ว เรารู้สึกแบบนั้น
ก็คงจะเป็นโจทย์ให้ตัวเองต่อไป ว่าจะทำอย่างไรถึงจะพัฒนาให้โลกสองใบของเราประสานกันได้มากขึ้น
และจะทำอย่างไรที่เราจะอยู่ร่วมอย่างเคารพกับโลกส่วนตัวของคนอื่นได้เช่นกัน
แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้พบแล้วว่า
จริงๆ แล้วเราเองก็อยู่กับคนอื่นนานๆ ได้เหมือนกันนะ
อยากขอบคุณเพื่อนที่ไปด้วยกันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
มาย กิ๊ฟเล็ก จุ๊ เอม
เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากทริปนี้
ขอบคุณที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กันและกันขนาดนี้
ขอบคุณที่ทุกการตัดสินใจ มักคิดเผื่อให้คนเยอะๆ แบบนี่เสมอ
และก็อย่างที่บอกไปแล้ว ทริปนี้เราไม่ได้จดจำอะไรเลยนอกจากพวกแก

ภาพจากกล้องฟิล์มเพื่อนมาย
ไว้ไปกันอีกนะ
🙂
