มนุษย์เราเติบโตมากับประสบการณ์ ความรู้ที่สะสมอยู่ในตัว
ไม่ว่าจะเป็นความรู้เพื่อการดำรงชีวิต ความรู้เชิงความสัมพันธ์ วัฒนธรรม ค่านิยม ทัศนคติต่างๆ
ซึ่งหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนฉลาด, คนมีความคิด, คนที่กาลเทศะ, คนอยู่เป็น ฯลฯ
เมื่อไหร่ที่เราเจอสถานการณ์ใดๆ เรามักนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้เพื่อตีความหมาย
หรืออธิบายสร้างความเข้าใจทั้งให้กับตัวเองและคนรอบข้าง
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะก็เป็นกลไกในการดำรงอยู่ของผู้คน
แต่สิ่งที่เราอาจไม่ได้เอะใจ นั่นก็คือ ระดับความเร็วที่ความรู้เราทำงาน
ที่เมื่อรับข้อมูลใดๆ มา มันมักวิ่งไปสู่การตีความโดยเร็วและอัติโนมัติ
เร็วจนเหมือนเรารู้ไปเสียหมด
เร็วจนเหมือนทุกอย่างชัดเจนและมีคำตอบ
เร็วจนทำให้ความไม่รู้ดูน่าโมโหและโกรธเกรี้ยวอยู่หลายครั้ง
แต่ความเร็วระดับนี้ มันพาเราตกหล่นอะไรไปหรือเปล่า?

เมื่ออาทิตย์ก่อน เราได้ไปดูงานแสดงเชิงทดลองที่ชื่อว่า
Humanimal สัตว์มนุษย์: Witness a charm of being disarmed
โดย คุณดุจดาว วัฒนปกรณ์
ที่ตั้งใจชวนคนดูไปสำรวจความเป็นสัตว์ที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์
ผ่านการถาม-ตอบระหว่างคุณดุจดาวและผู้แสดง ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงจริงๆ และคนวงการอื่นๆ
รอบที่เราดู เป็น คุณแหม่ม วีรพรมาร่วมเป็นนักแสดงทดลองปลดอาวุธ
โดยระหว่างการแสดงคนดูจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในบทสนทนาระหว่างเขา 2 คน
เนื่องจากผู้เข้าร่วมทดลองจะถูกเชิญเข้าไปอยู่ในห้องขาวสี่เหลี่ยม กันเสียง เพียงคนเดียว
ในขณะที่คุณดุจดาวซึ่งเป็นผู้นำคำถาม จะนั่งอยู่ด้านนอก
คอยส่งคำถามเข้าไปในห้องนั้นผ่านไมค์
ทำให้แม้คนดูจะได้ยินคำถาม แต่ก็จะไม่ทราบคำตอบใดๆ จากผู้เข้าร่วม
สิ่งที่รับรู้ได้ มีเพียงท่าทาง อากัปกิริยาของผู้เข้าร่วมทดลองในห้อง
เดิมทีคิดว่าถึงไม่ได้ยินเสียงก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
เพราะในพื้นที่การเรียนรู้ของเราครั้งนี้
น่าจะเป็นการ explore เกี่ยวกับภาษาท่าทางที่นักแสดงส่งออกมา
และการเปิด sensing ของตัวเราเอง ให้มากกว่าแค่รับฟัง
เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่ไร้กรอบ กฎเกณฑ์
แต่ทั้งหมดกลับคิดผิด เพราะพื้นที่ที่คิดไว้นั้นมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
การแสดงชุดนี้พาเราเข้าไปสู่อีกพื้นที่ที่ไม่เคยสำรวจลงลึก
นั่นคือ พื้นที่แห่ง “ความไม่รู้” ที่เราเผชิญหน้ากับมันตลอด 1 ชั่วโมง

ในการแสดงเราไม่ได้ยินเสียงของนักแสดง
เราไม่ทราบคำตอบของคำถามที่ถูกถาม
แม้คำถามจะพาดำดิ่ง น่าค้นหา ชวนให้เห็นตัวตนแท้จริงแค่ไหน
และแม้จะอยากรู้มากแค่ไหนก็ตาม เราไม่สามารถรู้ได้จากถ้อยคำ
สิ่งเดียวที่เรารับรู้ คือ อากัปกิริยาและท่าทาง สีหน้า แววตาของนักแสดงต่อคำถามนั้นๆ
ที่ประสาทสัมผัสเราพยายามเปิดรับ และคุณดุจดาจพยายามชี้ให้เห็น
แรกๆ อาจมีหงุดหงิดที่ไม่สามารถเข้าใจได้เต็มที่ เพราะไม่ได้ยินเสียง
แต่เมื่อเริ่มปรับตัว เราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับการสังเกตท่าทางได้มากขึ้น
เราอยู่กับท่าทางกิริยาของนักแสดงตรงหน้า จนมองเห็นความหมายของการสื่อสารทางร่างกายอีกมิติ
ถึงแม้ที่ผ่านมาเราจะเคยเชื่อตามทฤษฎีหรือตามที่ใครหลายคนเคยบอกไว้
ว่าร่างกายสามารถสื่อสารเรื่องราวได้ชัดเจนมากๆ แล้ว (บางทีอาจจะมากกว่าคำพูด)
แต่ก็พึ่งวันนี้ที่เราให้ความหมายกับการสื่อสารทางร่างกายอีกมุม
“แม้ท่าทางและร่างกายจะส่งเสียงดังมากแค่ไหน
แต่เราก็ไม่อาจใช้เสียงนั้นตัดสินว่าคือความจริงทั้งหมด”

ไม่รู้เพราะอะไร แต่ในขณะที่ดูการแสดง
เราไม่กล้า ไม่ริอาจตีความท่าทาง สีหน้า แววตาใดๆ ที่ออกมาจากนักแสดง
เพราะในพื้นที่นั้น เรารู้สึกว่าแต่ละท่าที่เค้าสื่อ อาจหมายถึงได้นับแสนความคิด นับล้านความรู้สึก
เขานั่งตัวงอ อาจเพราะเศร้า เหงา เสียใจ
มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ ในพื้นที่ร่างกายของเขา
ยิ่งเราพยายามตีความ มันก็เหมือนเราดึงเสียง/คำพูดของเขากลับมา
โดยที่เขายังไม่ได้พูดอะไร
สิ่งที่เรารู้สึก ณ เวลานั้น คือแค่อยากอยู่กับเขาตรงนั้น
ไม่ได้อยากกระโจนเข้าไปทั้งทางร่างกายและความคิด
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ร่างกายของเขาบอกกับเรา
คือ โปรดให้พื้นที่เพื่อให้ตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเขาได้โลดแล่น
ให้เขาได้ใช้ร่างกายอันเป็นสิทธิ์ของเขาสื่อสารอย่างใจคิด
ให้เขาได้ทำทุกอย่าง โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ กรอบความคิด นิยามศัพท์
ที่อาจเป็นข้อจำกัดของการสื่อสาร และกดทับตัวตนจนไม่สามารถ express ออกมาได้เต็มที่
เช่นเดียวกับที่คุณดุจดาว พยายามชวนนักแสดงปลดอาวุธและกลไกป้องกันตัว
เพื่อเผยตัวตน โดยไม่ต้องแคร์ภาพลักษณ์ กรอบสังคมใดๆ
ปลดปล่อยให้นักแสดงเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น
อยากคิด
อยากตอบ
อยากแสดงออกแบบใดก็ได้

ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้น ทำให้เราค้นพบว่า
เราสามารถจะอยู่ในฐานะ ‘คนที่ไม่รู้อะไร’ บ้างก็ได้
เพราะจังหวะนั้น ก็เป็นโอกาสที่เราจะได้รู้อะไรมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในตัวเอง
อย่างในเคสนี้ มันชัดเจนว่าเมื่อเราปลดอาวุธ ลดกรอบความรู้ในตัวเรา
ลด ละวางการตัดสินใจ มันก็ทำให้เราเปิดรับ เรียนรู้ตัวตนอีกฝ่ายมากขึ้น
และความไม่รู้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เรา Being at the moment
อยู่ตรงนั้น อยู่กับเขาจริงๆ อย่างเปิดประสาทสัมผัสเต็มที่
โดยไม่เอาชุดความรู้เดิมๆ มาตัดสินและกีดกันตัวตนของอีกฝ่าย
เพื่อรับรู้เรื่องราวและสารของเขาอย่างเต็มหัวใจ
ในโมเมนต์ที่เราขมุกขมัวกับความไม่รู้ที่สุด
อาจเป็นนาทีที่เขาคมชัดในตัวเองที่สุด
จริงอยู่ที่มันอาจมีภาษาท่าที่เป็นสากล ที่น่าจะเป็นจริงตามนั้น
แต่สุดท้ายเราก็ทำได้แค่คาดเดาว่ามันน่าจะเป็น
คนที่ให้คำตอบได้ที่สุด คือตัวเขาเอง
สิ่งที่เราทำได้ คือการถาม พูดคุย และใช้เวลากับเขาอย่างช้าๆ เพื่อทำความเข้าใจกัน
เราอาจสะท้อนสิ่งที่เราเห็นจากตัวเขาและให้เขาสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจเขาออกมา
เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง 2 ฝ่าย
ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นของขวัญของการปลดอาวุธระหว่างกัน
และเมื่อปลดอาวุธได้ เราจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แก่กันและกัน

แม้ในการแสดงการปลดอาวุธและกลายเป็นสัตว์ หรือความเป็นสัตว์ออกมา
จะดูเป็นภาพคนละขั้วของชีวิตทั่วไป
จนเหมือนเราต้อง flip ไปมา หากอยากจะละวางกลไกปกป้องตัวเอง
แต่ในมุมหนึ่ง เราเชื่อว่า หากเราได้ทำงานกับตัวเองต่อไปเรื่อยๆ มากพอ
เราสามารถยอมรับและซื่อสัตย์กับความคิด ความรู้สึกตัวเอง
ทั้งด้านที่เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ ไม่ว่าจะสัตว์ร้าย สัตว์กุ๊กกิ๊ก สัตว์สงบ ฯลฯ
โลกทั้ง 2 โลก ก็น่าจะมีแนวโน้มเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม
มากกว่าเชิญชวนให้เราแบ่งแยกความเป็นสัตว์หรือมนุษย์
เพราะเมื่อเราฝึกฝน เราอาจค้นพบได้ว่า
แท้จริงแล้วเราเป็นได้ทุกอย่าง
เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรเลย
……….
ปล.ไปดูงานครั้งนี้ รู้สึกได้แรงบันดาลใจในการออกแบบการเรียนรู้
ในฟอร์มอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระบวนการ รู้สึกน่าสนใจดี คงได้เก็บเอาไปคิดต่อยาวๆ
ขอบคุณผู้จัดนะคะ
ยังมีการแสดงจนถึงสิ้นเมษายนนี้ ติดตามได้ที่
Humanimal สัตว์มนุษย์: Witness a charm of being disarmed
