คงเพราะคุ้นชิน คงเพราะเป็นเรื่องที่ปกติ คงเพราะมันวนเวียนอยู่ในชีวิต
ความสัมพันธ์แบบ “เพื่อน” เลยดูเป็นอะไรเรื่อยๆ สำหรับเรา
ไม่เคยได้กลับมาใคร่ครวญ สะท้อนย้อนคิดถึงความหมายความสัมพันธ์นี้เลย
ยิ่งในวัยเกือบ 30 แบบนี้ ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรามองคำว่าเพื่อนเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ หรือเปล่า
หรือมันมีความหมาย รูปแบบอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง
จนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา เราได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงานของ “เพื่อนคนแรก” ในชีวิตเรา
โดยไม่คาดคิด จากที่คาดว่าจะเป็นการไปร่วมยินดีในฐานะเพื่อนคนหนึ่งตามปกติ
แต่มันกลับเป็นวันที่เราได้เดินกลับไปที่จุดเริ่มต้นของมิตรภาพแรกในชีวิต
วันที่เราคิดเพียงแต่ว่า เพื่อน ก็คือคนที่เล่นกับเราเวลาพ่อแม่ไม่อยู่
หรือคนที่เราแอบหนีออกไปหาเมื่อเบื่อ เมื่อทะเลาะกับคนที่บ้าน
(สำหรับเราตอนนั้น เพื่อนคนนี้ก็คงเป็นเหมือนแหล่งกบดานทางใจและกาย)
ตลอดเวลาในงานแต่งงาน ภาพของปัจจุบันทับซ้อนกับภาพในอดีตไม่หยุด
จนเราไม่แน่ใจว่าในตอนนั้น เราใช้เวลาอยู่ในโลกใบไหนมากกว่ากัน
แต่ในจุดตัดระหว่าง 2 โลก 2 ช่วงเวลานั้นเอง ที่ทำให้เราได้ตกตะกอนกับตัวเอง

ในงานแต่งงาน เราในฐานะเพื่อนเจ้าสาวจะต้องแต่งตัวและทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
ชุดไทย ชุดกลางวัน ธีม หน้าที่ ถูกตระเตรียมไว้แล้วตามความต้องการของเจ้าสาวหรือเพื่อนของเรา
ทุกอย่างดูดีและเหมาะสม มีเพียงอย่างเดียวคือ มันคือการแต่งตัวที่เราไม่เคยแต่ง
ชุดไทยเอย ชุดที่ดูเป็นสาวหวานเอย มันไม่ใช่ความเป็นเราเลยสักนิด และมักปฏิเสธเสมอมา
ถ้าให้พูดรวมๆ คือ ไม่มีอะไรง่ายเลยในการเป็นเพื่อนเจ้าสาวสำหรับคนอย่างเรา
แต่ที่หน้าแปลก คือ ในวันนั้น เราไม่ได้คิดถึงความลำบากของตัวเองเลย
ในความคิดมีเพียง อยากเป็นองค์ประกอบในแบบที่เพื่อนต้องการ เพราะมันคือวันสำคัญของเขา


“องค์ประกอบ” ตอนแรกที่คำนี้แวบเข้ามาในหัว
ก็รู้สึกว่ามันช่างดูเป็นคำที่ทำให้เราดูตัวเล็ก ดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไรเลย
เพราะที่ผ่านมา เราจะเห็นตัวเองยิ่งใหญ่ในความสัมพันธ์นี้เสมอ
เรารู้สึกว่ามิตรภาพเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพื่อนทุกคนต้องให้ priority
เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ ห้ามทำให้บิดเบี้ยว ห้ามเบาบาง ห้ามเว้าแหว่ง
อะไรที่เพื่อนอยากได้ อยากให้ช่วย ต้องได้เสมอ ฝนตกรถติดก็ต้องมา
แต่เมื่อได้อยู่ในงานเรื่อยๆ ทุกเรื่องราวในงาน ไม่ว่าจะเป็นตอนสวมแหวน เดินส่งตัว อวยพร
เห็นการก้าวข้ามผ่านไปสู่อีก Stage หนึ่งของชีวิตของเพื่อนโดยเราทำได้เป็นผู้มองดูและร่วมยินดี
สถานการณ์ตอนนั้น เหมือนเราอยู่ในสถานะที่ Passive มาก
แทบไม่ต้องทำอะไร ในขณะที่เพื่อนกำลังก้าวไปอีกสเต็ปที่ยิ่งใหญ่
แต่ในภาวะนั้นเอง มันแปลกที่เรารู้สึกว่าตัวเอง Active มากๆ
ใจเราเต็มเปี่ยมไปด้วยการส่งพลังและความปรารถนาดี
และพร้อมที่จะช่วยเหลือได้ทันที หากเจ้าสาวต้องการอะไร
ขอแค่มองลงมาจากเวที เราจะอยู่ตรงนี้เสมอ

เราพบว่าเราในวัยใกล้ 30 ปี เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์แบบเพื่อนในแบบที่เรียบง่ายมากขึ้น
เราไม่จำเป็นต้องอยู่บนเวทีของเพื่อนตลอดเวลา
เราสามารถอยู่รอบๆ เวทีของเขาได้ เราแค่อยู่ตรงนั้นเสมอ
ความสัมพันธ์อาจไม่หวือหวาที่ต้องเจอกันตลอด หรือต้องอัพเดทกันไม่ขาด
หลายครั้งที่เจอกัน เราอาจมีคำพูดระหว่างกันที่น้อยลง
แต่มันตรงประเด็น และ connect กันได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ได้รู้ใจกันทุกเรื่องเหมือนเดิม แต่พร้อมจะเข้าใจกันไม่ว่าเมื่ิอไหร่ก็ตาม
ซึ่งทั้งหมดนี้ มันก็มีความสุขดี และก็มีคุณภาพในแบบของมัน
เพราะฉะนั้น ในบทสนทนาธรรมดาๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีคุณภาพ
ในภาพความสัมพันธ์ที่ดู Passive ก็ไม่ได้หมายความมันจะไม่ Active
เราไม่จำเป็นต้องคาดหวังในกันมากเกินไป
เพราะตราบใดที่เรายังเชื่อมโยงกันได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะมีอยู่ในตัวพวกเราเสมอ
ซึ่งการเติบโตจนเชื่อมโยงกันได้ขนาดนี้ ก็คงต้องขอบคุณวัยเด็ก และช่วงเวลาที่เราเติบโตมาด้วยกัน
ที่ทำให้เราได้ใช้เวลาเรียนรู้กันและกันอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม แม้หลายสิ่งจะดูเรียบง่ายและธรรมดาลง
สิ่งหนึ่งที่มีให้เสมอและมันน่าจะเพิ่มพูนไปเรื่อยๆ ก็คือความปรารถนาดีที่มีให้กัน
เรายังอวยพรให้เพื่อนเติบโตอย่างมั่นคงมากขึ้นทุกวันและทุก stage ของชีวิต
มีความสุขในแบบที่ควรจะได้รับ เป็นกำลังใจให้ในทุกๆ ความท้าทายที่ต้องเจอ
และพร้อมที่จะซัพพอร์ตเพื่อนเสมอ
จะอยู่ตรงนี้เสมอ, เป็นองค์ประกอบในแบบที่เพื่อนต้องการ
