“จงอย่าหยุดเรียนรู้”
“ขอให้เป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ”
“เป็นคนรักการเรียนรู้นะ”
เดี๋ยวนี้เรามักได้ยินคำประมาณนี้กันบ่อยๆ (อาจไม่เหมือนแต่น่าจะใกล้เคียง)
อาจจะด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ
ที่ทำให้สังคมเริ่มตื่นตัวว่าเราไม่สามารถหยุดอยู่กับความรู้ชุดเดิมๆ ได้อีกแล้ว
แต่เราต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
การเน้นย้ำให้เราจงเรียนรู้อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่เราได้ยินมากขึ้นในปัจจุบัน
ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้สึกพิเศษอะไรกับคำว่า “การเรียนรู้”
คิดไปว่าเราเองก็มีพื้นฐานเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นจะยากอะไรเลย
เป็นมาตั้งแต่เด็กจนโต ในโรงเรียนมาจนถึงมหาลัย จนถึงชีวิตทำงาน
พูดง่ายๆ ว่าคำว่า การเรียนรู้ แทบไม่มีความหมายพิเศษอะไรต่อเรา
แต่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ เรามีโอกาสคลุกคลีกับวงการการเรียนรู้มากขึ้น
จะเรียกว่าธรรมชาติจัดสรรหรือวงโคจร แรงดึงดูดอะไรก็ได้ที่พาเรามาอยู่ในจุดนี้
ที่ที่เราเจอประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้หลายแบบ ทั้งเป็นคนเรียน คนเฝ้ามอง และคนจัดการเรียนรู้
ซึ่งทำให้เราได้ค้นพบว่าการเป็นนักเรียนรู้มันลึกซึ้งไปกว่าที่เราคิด ไกลกว่าแค่เรื่องการศึกษาในระบบ
และในการเป็นนักเรียนรู้มันก็มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
ซึ่งถ้าเปรียบเป็นภูเขาน้ำแข็ง การเรียนรู้ คือคำรวบยอดที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา
แต่สิ่งที่อยู่ภายใต้นั้น เต็มไปด้วยทักษะ ความคิด ทัศนคติ หลายอย่างที่ประกอบเข้าด้วยกัน
กว่าที่เราจะสามารถกลายเป็นนักเรียนรู้ได้

เลยอยากลองย้อนกลับไปมองดูว่า การเป็นนักเรียนรู้ในแบบของเรา มันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
อาจไม่ได้สมบูรณ์แต่คงพอฉายภาพเกี่ยวกับการเป็นนักเรียนรู้ได้บ้าง
1.การเรียนรู้อยู่ในทุกประสบการณ์รอบตัว
ทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น คือ เรื่องราวที่เราสามารถเรียนรู้ได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเรื่องในห้องเรียน มหาวิทยาลัย workshop ฯลฯ
แต่ทุกสิ่งรอบตัวสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นครูของเราได้หมด
การเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีกรอบ ไม่มีข้อจำกัด เราสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างไม่รู้จบ
สำหรับเราเอง เมื่อก่อนก็ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบจัดตั้ง (โรงเรียน ห้องเรียน คอร์ส)
แต่พอมองภาพกว้างของการเรียนรู้มากขึ้น ก็พบว่ามันครอบคลุมกว้างไปกว่าสิ่งที่จัดตั้งขึ้นมา
เหมือนได้เคลียร์จุดยืนของตัวเอง ได้เปิดใจใหม่ มองภาพใหม่ ว่าการเรียนรู้คือทุกอย่าง
ทำให้เราหันมาใส่ใจกับสิ่งรอบตัว เฝ้ามองความเป็นไป เก็บประเด็นและเรื่องราวต่างๆ มากกว่าเดิม
เพราะเราเข้าใจแล้วว่า ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหน มันก็กำลังสอนอะไรเราบางอย่างอยู่
ทั้งนี้ เมื่อเปิดใจรับว่าทุกสิ่งรอบตัวคือการเรียนรู้
สิ่งสำคัญที่ตามมาอีกอย่าง คือการสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับการเรียนรู้นั้นๆ
เพราะเมื่อมันมาในฟอร์มที่ไม่คุ้นเคย ไม่ได้บ่งบอกชัดเจนว่าฉันกำลังเป็นครูเธอนะ
พลังของผู้เรียนเองที่จะเก็บเกี่ยวมันเข้ามาเองจึงสำคัญมาก
2.กล้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ชีวิตคนเรามักผูกติดอยู่กับความคุ้นชินเดิมๆ
ทำอะไรแบบเดิมๆ กิน เที่ยว เล่น เรียน หรือประสบการณ์อื่นๆ ก็อยู่ในวงโคจรเดิมๆ
ซึ่งถึงแม้การทำอะไรเหล่านี้จะให้ความรู้สึกว่ามันปลอดภัย (Safe Zone)
แต่ในมุมตรงกันข้าม มันก็ทำให้ชีวิตเราถูกตีกรอบวงล้อมเดิมๆ
ไม่ได้ขยายขอบความสามารถตัวเองออกไปมากขึ้น
การกล้าและเปิดใจเดินออกความคุ้นชินเดิมๆ ไปสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
ทำอะไรที่ไม่คิดว่าจะทำ หรือที่เรียกว่าพื้นที่เสี่ยง (Risk Zone)
จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักเรียนรู้ที่ควรตั้งมั่นไว้ในใจ
เพราะบนความเสี่ยง เราจะพบความรู้สึกใหม่ ประสบการณ์ใหม่
ที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นองค์ความรู้ในเนื้อในตัวเรา
และสุดท้าย จะเป็นตัวเราที่พัฒนามากขึ้นกว่าเดิม
แต่ทั้งนี้ ก็ใช่ว่าการเดินเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงจะเป็นเรื่องง่าย
หลายครั้งสถานการณ์เสี่ยงๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจสร้างความไม่สเถียรต่อตัวเราแน่ๆ
อาจทำให้เราเครียด ร้องไห้ อึดอัด เหนื่อย ฯลฯ
แต่ถ้าหากเราเชื่อใจในพื้นที่เสี่ยงว่าถึงแม้มันจะพาเราไปสู่ความขะมุกขะมัว
แต่ในขณะเดียวกันมันก็กำลังพาเราไปเจอสิ่งที่มีค่ากว่านั้น
และไม่มีใครที่หามาให้เราได้ นอกจากเอาตัวเองเข้าไปแลกมา
บนพื้นที่เสี่ยงก็สามารถเต็มไปด้วยความมั่นคงได้
3.Connect ประสบการณ์กับตัวเองให้ได้
ความรู้มีอยู่รอบตัวเรา แต่ความท้าทายคือ เราจะเอาความรู้มาเป็นของเราจริงๆ ได้อย่างไร
บางทีมีคนเอาความรู้มาอยู่ตรงหน้า แต่ก็ใช่ว่าเราจะได้รับมันจริงๆ
เราค้นพบว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่วิธีการที่คนภายนอกหยิบยื่น หรือพยายามสร้างแรงจูงใจ
จริงอยู่ที่มันอาจจะช่วยได้ประมาณหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ
ผู้เรียนต้องเชื่อมโยงตัวเองกับประสบการณ์นั้นๆ ให้ได้
โดยเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งไปถึงความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อที่ฝังอยู่ภายใน
หลายครั้งพอเจอประสบการณ์บางอย่าง เราจึงต้องย้อนกลับมาสำรวจ paradigm ตัวเองอยู่บ่อยๆ
ว่าตัวเราเองกำลังยึดถืออะไรอยู่
ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็น job to be done ที่ต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น
วิธีหนึ่งที่สามารถทำได้คือการสะท้อนคิด (Reflection) ไม่ว่าจะด้วยการคิด การเขียน การวาด ฯลฯ
โดยสะท้อนความคิด ความรู้สึก ความเชื่อที่เรามีต่อประสบการณ์ที่เราเจอ
เพื่อให้เห็นว่าแต่ประเด็นที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร
และเราอยู่ตรงจุดไหนในเรื่องๆ นั้น ก่อนจะตัดสินใจถึง action ต่อไป
อ่านเรื่องการเขียนสะท้อนคิดเพิ่มเติม เชื่อมโยงความรู้กับตัวตนด้วยการเขียนสะท้อนคิด

4. เข้าถึงความรู้สึกอันแท้จริง
ปกติเวลาเราเจอประสบการณ์อะไรสักอย่าง
ก็มักจะตามมาด้วยความรู้สึกที่มีต่อมัน ไม่ว่าจะเฉยๆ เบื่อ เหนื่อย ดีใจ เสียใจ ฯลฯ
ซึ่งเราพบว่าการรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตัวเรากับการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
เพราะทุกครั้งที่เรารู้สึกอะไรสักอย่างก็มักมีเหตุผลซ่อนอยู่
เช่น เราหงุดหงิดเพราะข้อความที่อ่าน มันขัดกับความเชื่อเดิมของเรา
เรารู้สึกภูมิใจ เพราะสิ่งที่เขาพูดมามันสนับสนุนทัศนคติเรา
การรู้ว่ารู้สึกอะไร แล้วถามต่อว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกแบบนั้น
จึงเป็นสะพานบอกให้เรารู้ว่าควรทำอะไรต่อกับชุดประสบการณ์ที่กำลังได้รับมา
จะรับมาทันที จะไปหาข้อมูลเพิ่ม จะต้องถกเถียงพูดคุย หรือจะพัฒนาตัวเองอย่างไร
แต่สิ่งที่ท้าทายกว่านั้น คือการที่เราสามารถมองเห็นและยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของเรา
โดยไม่ติดกรอบ ติดอคติ กลัวหรืออายกับความรู้สึก
ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ดีใจก็คือดีใจ
อาจไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้คนอื่นรู้ก็ได้ แต่อย่างน้อยก็จริงใจกับความรู้สึกตัวเอง
โดยเฉพาะเวลาเจอความรู้สึกขัดแย้ง อย่าพยายามปฏิเสธและปกปิดมันไว้
เพราะอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการเรียนรู้ได้
เราไม่ต้องรู้สึกดีกับทุกการเรียนรู้
แต่เราควรรู้ทันทุกความรู้สึก
5.เชื่อในการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์
การเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นความคิดที่ทำให้ใจเป็นอิสระมากๆ
และส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างไม่คาดคิด
ถ้าให้อธิบาย มันก็คงเหมือนกับว่า เมื่อเราเห็นว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงพัฒนาได้
เราจะเปิดใจต่อทุกๆ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านเข้ามา ไม่ปิดกั้นตัวเองว่าฉันต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป
เช่น แรกๆ เราอาจไม่ชอบเรื่องธรรมชาติ แต่พอลองเอาตัวเองไปอยู่ในธรรมชาติ
เราอาจค้นพบแง่งามที่ธรรมชาติให้มาโดยไม่คาดคิด จนเราเปลี่ยนมารักต้นไม้
ความเชื่อในการเปลี่ยนแปลงจึงเหมือนเป็นพลังขับเคลื่อนที่อยากให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง
อีกทั้ง ยังทำให้เราเห็นว่ามันไม่มีความรู้อะไรที่ตายตัวตลอดไป
มันก็คงมีสักวันที่ความรู้เปลี่ยนแปลง ถูกเสริม เพิ่ม ลด สลับๆ กันไป
หรือมุมมองเราเองที่เปลี่ยนไป
เกิดเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดวงจร Learn, Unlearn, Relearn ไม่รู้จบ
6.จงอยู่ในสภาวะที่พร้อมเรียนรู้
เราเขียนถึงบ่อยๆ ว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของกระบวนการ (process)
หรืออีกนัย มันคือเรื่องของระหว่างทางเพื่อไปถึงผลลัพธ์
ทำให้ทุกๆ การเรียนรู้ต้องการความพร้อมของผู้เรียน
ทั้งในแง่ สมอง จิต กาย อย่างเป็นองค์รวม
ยิ่งพร้อมเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสามารถเป็นกลางต่อตัวเองและรับข้อมูลได้มาก
เพระบางทีเวลาเราไม่พร้อม เช่น เหนื่อย โกรธ เบื่ออยู่
มันก็มีแนวโน้มที่เราจะไม่สามารถรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่
รวมไปถึงความสามารถในการมองเห็นความรู้สึกที่จริงแท้จะลดน้อยลงไปด้วย
แต่ก็เข้าใจเหมือนกันว่าไม่ใช่ตลอดเวลาที่เราจะพร้อมเรียนรู้
เราว่าสิ่งสำคัญคือการรู้ตัวว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อมเรียนรู้นี่แหละ
จะได้สามารถรู้ทันตัวเองว่ากำลังเรียนรู้ข้อมูลด้วยสภาวะแบบไหน
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังนอยมากๆ แต่ต้องผจญกับประสบการณ์บางอย่าง
เราอาจจะได้ย้อนมองดูว่าบางทีการตัดสินใจในเหตุการณ์นั้นอาจจะมี bias ทางอารมณ์อยู่ก็เป็นได้

หลายข้อที่กลั่นมา น่าจะเป็นการสรุปจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คงไม่ได้เป็นสูตรตายตัวอะไร
ซึ่งพอมองย้อนไปอีกที ก็ทำให้ได้เห็นว่าแท้จริงแล้วมันก็เป็นทักษะที่อยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้วล่ะ
เหมือนตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กที่เราเรียนรู้จะเดิน จะวิ่ง จะพูด
เพียงแต่หลายครั้ง ความเป็นนักเรียนรู้ของเราถูกลดทอนลงไปตามสถานการณ์ต่างๆ
จนบางทีมันถูกแบ่งแยกออกจากชีวิตไม่รู้ตัว
คงจะดีไม่น้อยถ้าได้ฟื้นคืนทักษะนี้และหลอมรวมให้อยู่ในเนื้อในตัวเรา
พร้อมทั้งสามารถนำออกมาใช้ได้ทุกโอกาส
เพราะการเรียนรู้ช่วยให้เราเติบโตอย่างไม่มีสิ้นสุด
วันนี้เราเข้าใจชัดแล้วว่าการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การได้มาซึ่งข้อมูล
แต่มันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเรา (transformation)
สังเกตได้ว่า มันถึงจำเป็นที่ต้องมีการเชื่อมโยงประสบการณ์กับตัวเอง
การกลับมาถามหา paradigm เดิมที่ถือเอาไว้เสมอ
แต่ทั้งนี้ เราก็เชื่อว่าคงไม่ใช่ทุกครั้งที่เมื่อเรียน เมื่อมีประสบการณ์
แล้วต้องเกิดการ transform เลยทันที
การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ เราไม่จำเป็นต้องเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป
เพราะบางครั้งมันก็เป็นการสะสม เก็บรวบรวมจนถึงเวลาที่สุกงอมในการเก็บเกี่ยว
ขอเพียงแค่ไม่ละทิ้งเรื่องราวระหว่างทาง การเรียนรู้ก็น่าจะผลิดอกออกผลในอนาคตแน่นอน
มาจนถึงตอนนี้ มันอาจจะดูเหนื่อยหน่อย
ดูมีอะไรต้องทำเยอะแยะ ต้องลงทุนใช้เวลากับตัวเองมากเลย
แต่เราคิดว่ามันก็คงต้องประมาณนี้แหละ เพราะการเรียนรู้เป็นงานของตัวเราเอง ที่ต้องทำด้วยตัวเอง
แม้ในบางกรณีจุดเริ่มต้นจะมีคนหยิบยื่นให้ แต่สุดท้ายผู้รับก็ต้องกลับมาทำงานกับตัวเองอีกครั้ง
ผู้เป็นนักเรียนรู้เลยต้องมีความ Active อยู่ในตัวเอง ทั้งในโลกภายในและโลกภายนอก
แต่ไม่ว่ายังไง การเรียนรู้มันก็สนุกนะ
ยิ่งได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตัวเองไปเรื่อยๆ
ก็ยิ่งได้เห็นตัวในแบบที่ไม่เคยเห็น
ช่วยตอกย้ำได้ชัดเจนเลยว่าศักยภาพมนุษย์มีไม่จำกัดจริงๆ
และมันก็ช่วยส่งต่อ ทำให้เราเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงของคนอื่นเหมือนกัน
ขอให้เอนจอยกับการเรียนรู้นะ 🙂
อยากขอบคุณครู เพื่อน ครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ทุกคนรอบตัว
หนังทุกเรื่อง เพลงทุกเพลง คอร์สเรียนทุกคอร์ส ทุกประสบการณ์ ทุกอย่างในชีวิต
ที่สอนให้เราเป็นนักเรียนรู้ขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้อยู่จุดไหนของการเป็นนักเรียนรู้ก็ไม่แน่ใจ
แต่ก็อยากอยู่กับมันไปเรื่อยๆ
