2018 สำหรับปีนี้ขอสรุปว่าไม่สรุป

ผ่านมาแล้ว 15 วัน นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2019 อย่างเป็นทางการ
เป็น 2 อาทิตย์ที่ผ่านไปรวดเร็วกว่าที่คิด
จากที่ตั้งใจว่าจะเขียนสรุปเรื่องราวของตัวเองตลอดปีที่ผ่านมาภายในช่วงปีใหม่
แต่ก็เขยิบช้าออกมาเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะสรุปว่าอะไร
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราอยากจะเห็นเรื่องราวแบบไหนของตัวเอง
ถึงไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองลงเอยกับข้อสรุปอะไรได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้สึก ความสำเร็จ การเรียนรู้ ความผิดพลาด หรืออะไรก็ตาม

แปลกดีเหมือนกันที่เกิดสภาวะนี้กับตัวเอง ปกติก็จะชัดๆ ประมาณนึง
ท่ามกลาง New year’s resolution และ 2018 review มากมายที่ผ่านตา
ใจก็อยากจะเขียนมากๆ เลย อยากจะกลั่นกรองอะไรออกมาได้บ้าง
แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ มันรู้สึกไม่มากพอที่จะสรุปอะไรออกมา
(หรือจริงๆ อาจจะแค่มึงคิดมากไป)

สิ่งที่ทำได้มากที่สุด คือการลิสต์สิ่งที่ทำตลอดปี
ทั้งแคมเปญ เรียน ธีสีส workshop ออกกำลังกาย สมอง เชียงดาว หนังสือ ฯลฯ
(เป็นลิสต์ในเชิง What ทำอะไรไปบ้าง)

พอได้ลองลิสต์ออกมา มันก็เห็นภาพชัดขึ้น
สำหรับเราแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2018 มันเป็นอะไรที่เวรี่การเรียนรู้ ฝึกฝน สร้างกรอบความคิดใหม่ๆ
เป็น process ที่เกิดขึ้นบนลูป Learn, Relearn, Unlearn ตลอดเวลา
เหมือนเป็นวงจรที่หมุนไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่สามารถหยุดสรุปตรงไหนได้เลย
อย่างแค่เรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ เราก็วนลูปนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ยิ่งเดินทางในทางนี้มากขึ้น ก็ยิ่งถูกต่อเติม ลดทอนซ้ำแล้วซ้ำอีก
เราวันแรกกับเราวันนี้ ก็เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
แม้แต่ในมุมความรู้สึกเอง ก็หลากหลายแตกต่างกัน
บางทีในเหตุการณ์เดียวกัน ก็สลับอารมณ์ไปมา
สรุปก็คือ “เปลี่ยนๆ ไปเรื่อยๆ” ไม่ได้หยุดชัดเจนกับอะไรสักเท่าไหร่

p1610156

แต่ถึงจะไม่ค่อยชัดเจน ก็ไม่เดือดร้อน
2018 กลับเป็นปีที่อยู่กับ “ความไม่รู้” ได้ดีที่สุด
คือปกติไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะต้องเห็นภาพชัดเจนประมาณหนึ่งถึงจะทำ หรือตัดสินใจ
แต่พอปีนี้ก็เลือกจะเสี่ยงกับการทดลองอะไรหลายอย่าง
ถึงไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่รู้สึกสนุกกับการเฝ้ารอดูอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่ได้รีบร้อน หรือวิ่งเต้นกับการหาคำตอบ กลายเป็นว่าก็สนุกดีที่ได้ลองอะไรหลายอย่าง
มีทั้งอยากทำอีก และไม่อยากเอาอีกแล้ว
แต่โดยรวมตัวเองก็อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ดีขึ้นประมาณหนึ่งเลย

ถ้าหากจะมีคำหนึ่งที่อธิบายปีนี้
คงต้องยกให้ I’ve come so far
มันเป็นคำที่สะท้อนความรู้สึกได้อย่างแจ่มชัด (โคตรๆ)
คือ เป็นความรู้สึกยินดีกับตัวเองที่มาไกลได้ขนาดนี้
ทั้งในแง่ทักษะ ความรู้ ตัวเอง ความสัมพันธ์ และการก้าวข้ามขอบ
เวลามองย้อนกลับไป ก็จะเห็นเราเวอร์ชั่นที่ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง
จากน้ำตา เป็นความโกรธ เกลียด เข้าใจ ยอมรับ ดีใจ สบายใจ ฯลฯ
ไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่มันเดินทางเป็นเส้นตรง มี curve ให้ได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ
ทั้งหมดเลยรวมๆ เป็นมวลแห่งความดีใจที่วันนี้มาไกลได้กว่าที่คิด
ไม่ใช่ในเชิงผลลัพธ์ แต่เป็นการเห็นตัวเองเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ
ลึกๆ ก็รู้สึกถึงสภาวะเป็นอิสระในข้อจำกัด

p1610101

มาถึงตรงนี้ ก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากสรุปอะไรเลย
ยังอยากให้แต่ละเรื่องราวพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ และเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ
ให้ความคิดเก่า ใหม่ ปะทะกันไปมาไม่จบสิ้น
เพราะบางเรื่องก็เป็นงานที่ทำไม่เสร็จในปีนี้
ก็คงต้องเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนกันต่อไป 
จนกว่าจะถึงจุดที่ยอมชัดเจนมากกว่านี้

แต่ก็คงไม่แปลกหรอกมั้งที่จะมีปีแบบนี้บ้าง
ปีที่ไม่ได้พบปลายทางชัดเจน
แต่เป็นสะพานของปีต่อๆ ไป

 🙂

 

นิดนึง,
ถ้าใครผ่านมาเห็นตรงนี้
ก็อยากบอกขอบคุณทุกคนที่ได้เรียนรู้ร่วมกันตลอดปีที่ผ่านมา
เพื่อนที่คุ้นเคย เพื่อนใหม่ ครอบครัว พี่น้องที่ทำงาน คนเข้า Workshop ลูกค้า
รวมถึงทุกๆ คนที่ได้เจอกัน
ขอบคุณจริงๆ ที่ได้แชร์ประสบการณ์กันนะ

 

Leave a comment