มะขามป้อม อาร์ต สเปซ พื้นที่การเรียนรู้กลางธรรมชาติที่เรียบง่ายแต่ไร้ขอบเขต

สำหรับใครหลายคนการเดินเข้าป่า อยู่ท่ามกลางธรรมชาติคงเป็นเรื่องสนุกและน่าหลงใหล
แต่ไม่ใช่สำหรับเรา มนุษย์ผู้เวรี่เมือง เวรี่ตึก
ถ้ามีคนบอกว่าได้อยู่ในพื้นที่ธรรมชาติล้อมรอบแล้วรู้สึกสงบ สำหรับเราคือความวุ่นวาย

การร่วม Workshop นักสื่อสารเพื่อการคิดวิพากษ์ (Creative Communicator for Critical Thinking)
จัดโดย
มะขามป้อม ที่เชียงดาว 5 วัน
ถือเป็นการออกจากพื้นที่ปลอดภัยครั้งสำคัญ เพราะพื้นที่ที่ต้องไปอยู่
มองไปทางไหนก็ไม่เห็นปูน ไม่เห็นสีขาว ไม่เห็นความเหลี่ยม ความมุมของตึก
เหมือนเป็นการเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่มองไปทางไหนก็ไม่เจอตัวเองในนั้น

48422524_1971333346288071_2800875644055977984_o

แต่ก็อาจเหมือนอย่างที่ใครหลายคนเคยบอกเอาไว้ว่า
พอเราก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคย (comfort zone) ไปสู่พื้นที่เสี่ยง (risk zone)
เราจะเกิดการเรียนรู้ที่ขยายขอบตัวเอง
การเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ไม่เก่งเลยในครั้งนี้ เลยได้ตั้งคำถามและเปิดการรับรู้อะไรใหม่ๆ หลายอย่าง
โดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space)

โดยไม่รู้ตัว ธรรมชาติที่โอบกอดเราตลอด 5 วัน
ได้ทำให้เราเข้าใจเรื่องพื้นที่การเรียนรู้อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
มันช่วยย้ำเตือนความสำคัญของพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ว่าเป็นเหมือนกระบวนกรที่มองไม่เห็น แต่คอยสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา
หลายประเด็นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่กับประสบการณ์ที่สัมผัสกระบวนการในเมือง
แต่สิ่งที่ต่างอย่างชัดเจนคือระดับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนไปถึงซึ่งสูงทะลุมากไปกว่าเดิม

48423780_1971340492954023_5369413842528894976_o

1.ธรรมชาติที่พาเราเข้าสู่สภาวะตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย (Relaxed Alertness)

เพราะการเรียนรู้เป็นเรื่องของ Process ความพร้อมและสภาวะในตัวของผู้เรียนจึงสำคัญมาก
ซึ่งในสภาวะที่ผู้เรียนพร้อมเข้าสู่การเรียนรู้ เรียกว่า สภาวะตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย (Relaxed Alertness)
สภาวะนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างความเบื่อกับความเครียด ความเสี่ยงและความปลอดภัย
หากเข้าถึงจุดนี้ได้ จะทำให้ผู้เรียนตื่นตัวที่จะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา

มีเทคนิคหลายอย่างในการพาผู้เรียนไปถึงจุดนี้
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสร้างความตื่นตัว สร้างความรู้สึกปลอดภัย
และพอได้มาอยู่เชียงดาวก็ค้นพบว่า พื้นที่ธรรมชาติก็ช่วยสร้างสภาวะนี้ได้อย่างแนบเนียน
เพราะด้วยการเข้ามาอยู่ในธรรมชาติ ในพื้นที่ไกลจากเมืองวุ่นวาย
มันสร้างความสงบและผ่อนคลายให้กับมนุษย์ไปโดยอัตโนมัติ
ความเคร่งเครียดถูกบรรเทา สมองโล่งขึ้น ลึกๆ ก็เหมือนมาเที่ยวเชิงเรียนรู้ 

อีกทั้งพอเป็นการมาด้วย Passion ของผู้เรียนเอง ในตัวจึงมีไฟในการเรียนรู้เป็นทุนตั้งต้นเดิมอยู่แล้ว
โดยรวม เราเลยรู้สึกว่า เราเข้าถึงความพร้อมเปิดรับในการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นมากๆ

48418199_1971330349621704_6410516809887252480_o

2.พื้นที่ที่ดีต่อการใคร่ครวญกับโลกภายในตัวเรา

การใคร่ครวญ สะท้อนย้อนคิดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง
เพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างระหว่างประสบการณ์การเรียนรู้กับชีวิตจริง ตัวตนจริงของผู้เรียน
การใคร่ครวญจึงมักเป็นพาร์ทหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้อย่างขาดไม่ได้
แต่ความท้าทายของการสร้างการเรียนรู้ที่พาผู้เรียนไปใคร่ครวญ
คือ การที่ผู้เรียนสามารถดำดิ่งไปสู่ความคิด ความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในโลกภายใน
เพื่อเห็นตัวเองชัดขึ้น และเข้าใจว่ามัน
สัมพันธ์อย่างไรกับเรา ทั้งในแง่ที่สอดคล้องและขัดแย้ง
ก่อนจะนำไปสู่การพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองตามความเข้าใจที่เกิดขึ้นใหม่

ส่วนตัวคิดว่า การพาผู้เรียนไปใคร่ครวญ เชื่อมโยงกับโลกภายในเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
มันมักมี barrier หรือกำแพงอะไรขวางกันอยู่เสมอจนผู้เรียนไปไม่ถึงหรือไปไม่สุด
แต่เมื่ออยู่ในธรรมชาติ เราพบว่าธรรมชาติช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น
ส่วนหนึ่งคงเพราะความสงบ ความเงียบที่ธรรมชาติมอบให้เราด้วยตัวมันเอง
ที่ทำให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเราทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ
ทั้งความคิด ความรู้สึกก็ช้าลง จนสามารถพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างละเมียดละไม
และมีแนวโน้มที่จะเป็นกลางมากขึ้น ไม่ยึดติดรูปแบบความคิด นิสัยเดิมๆ ของตัวเอง
จึงไม่แปลก ที่หลายคนอาจจะได้เผชิญหน้ากับความจริงบางอย่างซึ่งปกติมองไม่เห็น

ในอีกแง่ ภาพธรรมชาติที่สายตาเรามองเห็น มันเต็มไปด้วยความ Free form
บนความสะเปะสะปะของการจัดวาง ดูไม่เรียบร้อย ดูเอาแต่ใจ
แต่
มันกลับอนุญาตให้ตัวเราเองจินตนาการ ตีความได้อย่างเต็มที่ ไม่มีนิยามตายตัว
อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจึงเป็นโอกาสให้เราได้สะท้อนความคิด
ความรู้สึกอันจริงแท้ของตัวเองออกมาอย่างไม่มีผิดถูก
เช่น การตีความรูปทรงโค้งเว้าของกิ่งไม้ ต่างสายตามอง ก็ตีความไม่เหมือนกัน

โชคดีด้วยที่พื้นที่ในมะขามป้อมเองก็กว้าง มีสเปซหลายส่วน
และมีกิจกรรมที่ใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น หลับตาสัมผัสธรรมชาติ
เลยทำให้ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองในการสำรวจได้อย่างเต็มที่

 

ธรรมชาติเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับตัวตนของเราจริงๆ


48403342_1971344126286993_7151019985475731456_o

3.พื้นที่ที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงโลกภายนอก

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากในการมา Workshop กับมะขามป้อม
คือการที่มะขามป้อมใช้พื้นที่ทั้งเชียงดาวเป็นพื้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่มะขามป้อม
เหมือนเป็นโรงเรียนที่ไม่มีรั้ว แต่ทุกพื้นที่คือการเรียนรู้ทั้งหมด

ใน Workshop ที่เราเข้าร่วม ได้ลงพื้นที่ไปถ่ายภาพในชุมชน ลองทำความรู้จักชุมชนผ่านสายตาของเราเอง
การลงชุมชนทำให้เราเห็นภาพในแบบที่เรามักเห็นบ่อยๆ และภาพที่ไม่เคยเห็นแต่ชวนให้ขบคิดต่อ
จนเกิดเป็นประเด็นที่ได้กลับมาสะท้อนและวิพากษ์กับตัวเองต่อมา

ประสบการณ์นี้ชวนให้เรานึกถึงการเรียนรู้ที่พาเราเชื่อมต่อตัวเองกับโลกภายนอก
การออกไปเจอโลกของจริง ช่วยให้เห็นว่าตัวตนเราส่งผลอย่างไรต่อสิ่งรอบข้าง
และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่(เรียนรู้) มันกำลังทำไปเพื่ออะไร
อีกทั้งยังช่วยให้ตระหนักได้ว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียว
ความเป็นสังคม ชุมชนทำให้เห็นทั้งความเหมือน ความต่างของผู้คน
เช่น วิถีชีวิตที่ไม่เหมือนแบบเรา ปัญหาที่พวกเขาพบเจอ ความรู้สึกที่เขากำลังเผชิญ
สิ่งเหล่านี้มันช่วยกระตุ้นความเข้าใจ ความรัก ความเมตตาต่อมนุษย์ด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
มีความหมายต่อการเติบโตของมนุษย์ และความยั่งยืนต่อสังคมโลกอย่างไรบ้าง

48418689_1971332939621445_745684954846855168_o

จากโจทย์ของตัวเองที่ตั้งใจมาเรียนรู้เรื่องสื่อ (ตามหัวข้อ Workshop)
เราไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก และยังมีประเด็นเรื่องส่วนตัวอีกบางแง่ที่ได้ค้นพบ
มันคงเป็นผลมาจากพื้นที่เปี่ยมพลังตรงนี้ที่เอื้อให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ตัวเองได้อย่างไม่มีขอบเขต
มะขามป้อมพาเราลงไปลึกภายในตัวเองเท่าที่เราจะไปถึง
และพาเราเดินทางออกสู่โลกกว้างที่ไม่ได้มีแค่เราคนเดียว
พร้อมได้ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทั้งโลกภายในและโลกภายนอก

ทั้งนี้ เราเชื่อว่า ลำพังเพียงธรรมชาติ ชุมชนคงไม่สามารถสร้างการเรียนรู้อันทรงพลังได้ขนาดนี้
มันยังมีส่วนประกอบจากผู้เรียนรู้ที่มาด้วยใจ และตัวกระบวนกรเอง
ที่สามารถประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดให้เหมาะสมกับเป้าหมายต่างๆ
ทั้งกิจกรรมที่ออกแบบมา การให้พื้นที่ใคร่ครวญ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ความเป็นกันเองที่มีให้กัน
ทุกอย่างผสมรวมกันจนเป็นกระบวนการ 5 วันที่กลมกล่อม

และก็อย่างที่ว่าไว้ตอนต้น พื้นที่การเรียนรู้เหมือนเป็นกระบวนกรที่มองไม่เห็น
สัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่าแค่ตัวเรามาอยู่ในนี้ก็เหมือนได้ใคร่ครวญกับตัวเองตลอดเวลา แม้ไม่มีกิจกรรม
และในส่วนของกิจกรรมที่ประยุกต์ใช้ธรรมชาติและชุมชนก็ช่วยทำให้กระบวนการดูเรียบง่าย
ลดทอนความพยายามหรือความซับซ้อนของกิจกรรมได้เยอะ
แต่ผลที่ตัวผู้เข้าร่วมได้มากลับคุ้มค่าและลึกซึ้ง
(ยอมแล้วจ้า ธรรมชาติและป่า เขา)

เชื่อว่าในอนาคตจะมีพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนแบบนี้อีกเยอะ
อย่างในเชียงดาวเท่าที่ได้เห็น ก็มีที่มะขามป้อม มีโรงเรียนสอนวิชาชีวิตของพี่โรส
มีโรงเรียนศิลปะบำบัดของครูมอส มีที่ศึกษาระบบนิเวศ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในบริเวณที่เดินเข้าหากันได้
ดูกลายๆ เหมือนเป็นหมู่บ้านการเรียนรู้เลย น่าสนใจมากที่พื้นที่การเรียนรู้จะเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป

48404322_1971331756288230_1933002533245026304_o

ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมา ถึงจะพอมีประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านธรรมชาติมาอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่ครั้งไหนเอาทั้งเนื้อทั้งตัวของตัวเองลงไปอยู่กับมันมากขนาดนี้
จากความรู้สึกที่ไม่ชอบธรรมชาติเลย แต่ตลอดเวลา 5 วัน เราก็อยู่กับมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ
(แต่แอบมีความคิดถึงตึก สีขาว ถนน บลาบลาบลา อยู่เป็นช่วงๆ)
คงไม่ได้บอกว่าวันนี้เราสามารถอยู่กับธรรมชาติได้มากขึ้นแล้ว
แต่เรามั่นใจว่าตัวเองเห็นพลังของธรรมชาติที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างที่ไม่เคยสนใจมาก่อน
และอยากจะเอาเป็นโจทย์ไปลองพัฒนาต่อทั้งในแง่กระบวนการหรือกับตัวเอง
เพราะสุดท้ายเราก็อยากให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้เรียนรู้เต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

48419291_1971346416286764_6888048432250880000_o

ทั้งหมดที่สรุปมา สรุปผ่านสายตาและความรู้สึกที่ได้สัมผัส ซึ่งมือใหม่เรื่องนี้มากๆ
อาจไม่ถูกต้อง ไม่ลึกซึ้งทั้งหมดในแง่ของ Learning in Nature
ถ้ามีโอกาส ความพร้อม ก็อยากลองดูอีกรอบ
แต่ตอนนี้ขอพักร่างแล้วปีหน้าว่ากันนนน

ขอบคุณรูปจากมะขามป้อมค่ะ
ติดตามได้ที่ Makhampom Art Space

 

Leave a comment