ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแต่ละวันเราเสพย์ข้อมูลข่าวสารเยอะมากแค่ไหน
ไม่ว่าจะผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร
หรีอแม้แต่ในโลกออนไลน์ ที่แต่ละวันเราหยิบจับมือถือขึ้นมาไถกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ทุกครั้งที่เสพย์ เรามักพบว่า มันจะมีบางคลิปที่หยุดนิ้วโป้งเราจากการไถ Feed รัวๆ
มันจะมีบางข่าวที่เรากดแชร์ต่อ หรืออาจจะมี Post ของใครบางคนที่เรารีบ Capture เก็บไว้
รวมถึง Content ดีๆ อื่นๆ ที่มีข้อมูลความรู้อันเป็นประโยชน์
มีเรื่องราวตลกคลายเครียด มีนักแสดงน่ารักน่าสนใจ
และเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้ Content เหล่านั้นทำงานกับเราโดยไม่รู้ตัว
แต่ท่ามกลางความน่าสนใจเหล่านั้น
เราเชื่อข้อมูลได้แค่ไหน?

5 วัน ช่วงกลางเดือนธันวาคม
เราถูกชวนกลับมาขบคิดกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากสื่อต่างๆ
ผ่าน Workshop นักสื่อสารเพื่อการคิดวิพากษ์ (Creative Communicator for Critical Thinking)
จัดโดย กลุ่มมะขามป้อม ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
กระบวนการตลอด 5 วัน ทีมมะขามป้อมวางกิจกรรมไว้อย่างแยบยล
แต่ละกิจกรรมค่อยๆ พาเราไต่ระดับไปสูงขึ้น
เพื่อมองสื่อลงมาอย่างลึกซึ้งและรอบคอบ
บวกกับบรรยากาศของดอยหลวงเชียงดาวที่ชวนให้เรา connect กับตัวเองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทำให้การเรียนรู้ครั้งนี้สำหรับเราเต็มเปี่ยมมากๆ และนี่คือประเด็นหลักๆ ที่เก็บเกี่ยวได้และอยากส่งต่อ

1.วิพากษ์ตัวเองก่อนวิพากษ์สื่อ
กิจกรรมช่วงแรกของ Workshop เน้นการทำความรู้จักและบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัว
ผ่านการปั้นดินน้ำมัน การเขียน Id card ของตัวเอง ตั้งวงคุยแลกเปลี่ยนเรื่องความสนใจ
นัยหนึ่งก็เป็นการกระชับสัมพันธ์กับเพื่อนในวงที่มาร่วมเรียนรู้ด้วยกัน
แต่อีกมุม เราพบว่ามันได้พาแต่ละคนเข้าไปค้นโลกภายในของตัวเอง
สำรวจตัวตน ความคิด ความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในนั้น และมองตัวเองให้ชัดขึ้นว่า
เราเป็นใคร, ถืออะไรอยู่
ทุกครั้งในการแชร์ เราพบว่า เราทุกคนล้วนแตกต่าง แม้แต่คนอาชีพเดียวกันยังมองต่างมุม
ทุกคนมีจุดยืนในแบบเอนซ้าย เอนขวาเป็นของตัวเอง
เบนไปตามความเชื่อ ภาระหน้าที่ และประสบการณ์
และบนจุดที่ยืนนี้เองที่มันส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร
จึงไม่แปลกถ้าการเสพย์สื่อสักชิ้นกับเพื่อน
แล้วเราจะพบว่า เรามองไม่เหมือนกัน วิพากษ์กันคนละประเด็น
ทั้งหมดก็เป็นเพราะตัวตนของเรานั้นแตกต่าง
ไม่ใช่เพราะเขาผิด เราถูกเสมอไป
ก่อนจะเชื่อสื่อหรือจะวิพากษ์ สิ่งสำคัญจึงควรสำรวจตัวเองก่อนเสมอ
ว่ากำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังมองจากทิศทางใด

2.ช้าก่อนเชื่อ
ในกิจกรรมพวกเราได้มีลงมือสร้างสื่อของตัวเอง ผ่านการถ่ายรูป ผ่านงานเขียน และสร้างวิดีโอ
แต่ละสื่อพวกเราละเมียดละไมกับการเลือกมุม การเลือกคำ เลือกเรื่องราวที่จะเอามาเล่า
วิดีโอถูกตัดต่อแล้วตัดต่ออีกเพื่อให้ได้ภาพที่สื่อสารตรงใจ
ถึงแม้จะมีวัตถุดิบอยู่ในมือนับสิบนับร้อยชิ้น แต่เมื่อต้องผลิตสื่อออกมา
เรามักต้องตัดบางสิ่งออกไปเสมอ เราไม่สามารถสื่อสารได้ทั้งหมด
ในมุมของนักสื่อสารการคัดเลือก ช่วยให้งานที่ออกมาคมชัดมากขึ้น
แต่หากมองกลับกัน ผู้รับสารก็ไม่อาจได้รับความจริงครบมุม
สื่อจึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดและประกอบสร้างขึ้นมาจากมุมมองและการตัดสินใจของผู้ผลิตทั้งนั้น
เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาคัดอะไรออกไปบ้าง หรือทำไมเขาถึงเลือกเก็บส่วนนี้ไว้มาให้เราดู
ไม่ได้หมายความในสื่อไม่มีความจริง เพียงแค่มันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
สิ่งที่เราทำได้ คือการรู้เท่าทันสื่อ ผ่านการตั้งคำถาม 5 ข้อ
1.สื่อมาจากไหน ใครเป็นคนสร้าง
2.ทำไมสื่อถึงน่าสนใจ
3.อะไรอยู่ในสื่อ
4.สื่อต้องการอะไรจากเรา
5.เราคิดอย่างนั้นเพราะอะไร/คนอื่นคิดอย่างนั้นเพราะอะไร
คำถาม 5 ข้อนี้ เหมือนเป็นการเช็คเรื่องราวที่อยู่ในเนื้อหา
ให้เรามองเห็นมิติที่ทับซ้อนอยู่ภายในอย่างชัดเจน
ในอีกมุม ก็ได้ช่วยให้เราช้าลงก่อนจะเชื่ออะไร

3.เราทุกคนมีสิทธิ์เป็นผู้สร้างและผู้รับสื่อ
อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าใน Workshop เราได้ลองผลิตสื่อของตัวเอง
และทุกครั้งที่ผลิตมันมักเริ่มต้นจากเครื่องมือง่ายๆ ที่เราพกติดตัวอยู่ตลอด นั่นคือ “โทรศัพท์มือถือ”
แม้มันจะดูง่าย สะดวก อิสระ
แต่ในขณะเดียวมันก็แสดงให้เห็นว่า การผลิตสื่อในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
สมัยก่อนสื่ออาจเป็นอำนาจของคนบางกลุ่ม
แต่ทุกวันนี้เราทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อได้เอง
จึงไม่แปลกที่เราจะพบความจริงหลายชุดในเรื่องเดียวกัน
มันอาจจะมีคลิปที่แอบถ่ายไว้ บทความจากสำนักข่าว หรือจากสเตตัสแฉของใครสักคน
ที่หลุดลอดออกมาแล้วอ้างว่าเป็นความจริงของเหตุการณ์หนึ่งๆ
ด้วยบริบทสังคมนี้ การมีวิจารณญาณและขบคิดก่อนเชื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในยุคนี้

4.จงกล้าตั้งคำถาม กล้าวิพากษ์และรับฟังความแตกต่าง
ด้วยความที่ Workshop ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมหลายช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนผู้ใหญ่วัยเกษียณ
สิ่งที่ชอบมากๆ ใน Workshop เลยเป็นช่วงที่ทุกคนผลัดกันถกเถียงประเด็นที่ซ่อนอยู่ในสื่อแต่ละชิ้น
เราได้มีโอกาสฟังความคิด ความเชื่อที่แต่ละคนมีต่อเรื่องราวต่างๆ
นอกจากมันจะตอกย้ำถึงความจริงที่ว่า เราทุกคนล้วนใช้ตัวตน ประสบการณ์ของตัวเองในการตีความ
มันยังทำให้เห็นอีกว่า “สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสื่อไม่มีคำตอบสุดท้าย”
เราล้วนมีคำตอบในแบบของเรา และคนอื่นก็มีคำตอบในแบบของเขา
สิ่งสำคัญที่เราทำได้ คือการรับฟังความเห็นที่แตกต่างและกล้าตั้งคำถาม กล้าวิพากษ์ในมุมของตนเอง
เพื่อสุดท้ายให้เราเห็นมุมมองหลายๆ มุมที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะตัดสินใจเชื่อในแบบของตนเอง
อีกทั้ง ไม่มีสื่อไหนที่เป็นจริงตลอดไป
ความจริงของวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่จริงแล้ว
บริบทที่แตกต่างนำมาสู่ Impact ที่แตกต่าง
อย่าลืมมองเห็นความเป็นพลวัตรของสื่อ
เรื่องสื่อไม่มีใครถูกที่สุด
ขึ้นอยู่ที่ว่าเราอยู่ตรงไหน ฟังแบบไหน ถืออะไรอยู่
แต่เราตั้งคำถามได้

สนุกดี ตลอด 5 วันนี้ เราได้รับการฉีดวัคซีนรู้เท่าทันสื่ออย่างเต็มที่
เราทุกคนรู้ดีว่า ยุคนี้สื่อเข้าใกล้เราแทบจะตาต่อตา ฟันต่อฟัน
มีคนแชร์ว่า เหมือนสื่อลอยอยู่ในอากาศรอบตัวเรา
ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ และในอนาคตมันก็คงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ยิ่งเทคโนโลยีเอื้อให้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ตลอดเวลา ก็เหมือนเราใช้เวลาอยู่กับสื่อไม่มีวันหยุด
จะมีทั้งสื่อจากหน่วยงาน องค์กร และสื่อจากพวกเราคนธรรมดาด้วยกันเองเกิดขึ้นมากมาย
รูปแบบของสื่อก็จะแปลก แตกต่างมากกว่าที่คุ้นเคย เหมือนที่เราเห็น content ใหม่ๆ ในโลกออนไลน์
ความหลากหลายเหล่านี้จะคอยท้าทายให้เราขบคิดและตั้งคำถาม
อาจจะลองช้าลงสักนิด คิดก่อนเชื่อสักหน่อย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองและคนรอบข้าง
จะได้ไม่หลงเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ หรือผลิตซ้ำความคิดที่สร้างบาดแผลให้ใคร
รู้เท่าทันสื่อ
เพื่อดูแลกัน
– ขอบคุณเพื่อนผู้ร่วมการเรียนรู้ทุกคน เป็น 5 วันที่ดีจังเลย
– ขอบคุณพี่ๆ มะขามป้อม ประทับใจความ authentic ของทุกคน ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย
– ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจไปอยู่กลางป่า คุ้มเนอะ
ดีใจที่ได้เจอกัน 🙂

ขอบคุณภาพจากเพื่อนๆ ใน Workshop และทีมมะขามป้อมฮ่ะ
