ในหลายครั้ง วิชาความรู้ต่างๆ มักมีระดับความยากง่ายให้เราไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางการไต่ขึ้นไปก็ทำให้เราเจอเรื่องราว สภาวะ ความรู้สึกที่หลากหลาย
เราอาจเจอความตื่นเต้น ตื่นกลัว ความยากทรมาน ความกังวล ความสนุก ความท้าทายต่างๆ
หรือบางครั้งเราก็อาจไปเจอสิ่งที่ไม่คาดคิดโดยไม่รู้ตัว
เช่น ความธรรมดาในคลาสที่น่าจะซับซ้อนขึ้น
และนั่นคือ สิ่งที่เรารู้สึกเมื่ออยู่ในคลาสวิชา
Advanced Learning Facilitation
วิชาการจัดกระบวนการ ของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
ซึ่งเราได้เรียนวิชาการจัดกระบวนการเวอร์ชั่น fundamental ไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว
(สามารถอ่านการถอดบทเรียนได้ที่นี่)
วิชานี้เลยเหมือนเป็นการต่อยอด ติดอาวุธให้พวกเรามากขึ้น

คลาสนี้พาเราไปเรียนรู้เครื่องมือการจัดกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น
ได้แก่ การจัดการความขัดแย้ง กระบวนการละคร กระบวนการศิลปะ และมีเรื่องทฤษฎีอีกประมาณนึง
แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในวิชานี้คือการออกไปปฏิบัติ
ก่อนจะกลับมาพูดคุย ถอดบทเรียนกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่มีคุณค่ามากๆ
ท่ามกลางการเรียนรู้ที่ครบรส เราได้เผชิญกับความท้าทายอยู่ในหลายๆ จังหวะ
แต่ด้วยเพราะมีพื้นฐานจากคลาสก่อนหน้านี้ เช่น ความมั่นคงภายใน,
การฟัง, ศิลปะการเท, การอยู่กับวง ฯลฯ
ทำให้สามารถมั่นคงกับการเผชิญเรียนรู้ใหม่ๆ ที่อาจนำมาซึ่งความไม่เสถียรทางใจบางอย่างได้
และต้องขอบคุณการมีพื้นฐานที่ทำให้เราสามารถ explore ไปไกลกว่าเดิมได้
ได้ลองประสบการณ์ใหม่ รับฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน จนมองเห็นส่วนที่อยากเติมเต็ม

และนี่คือประเด็นหลักๆ ที่เราได้จากคลาสฟาระดับ Advance
1.มองเห็นตัวเอง มองเห็นกระบวนการ มองเห็นผู้เข้าร่วม
สำหรับเรา กระบวนกรเป็นดั่งคนขับรถของกระบวนการกลุ่ม
ที่จะคอยออกแบบเส้นทางการเดินทาง และพาผู้เข้าร่วมไปถึงจุดหมายที่วางไว้ (หรืออาจไกลกว่า)
กระบวนกรรู้และเข้าใจว่าควรไปถนนสายไหน ไปด้วยวิธีการอะไร
เพื่อให้ผู้ร่วมทางได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์เขาที่สุด
ด้วยหน้าที่ของการนำทางนี่เอง ที่เป็นเหมือนจุด critical
ที่กระบวนกรควรย้อนกลับมามองที่ภายในตัวเองเสมอ ก่อนจะมองออกไปยังเป้าหมาย
สำรวจว่ากำลังมี mindset ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติต่อเป้าหมายหรือการเดินทางอย่างไร
เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดการกระทำ การตัดสินใจของเราเสมอ
ซึ่งมันเริ่มตั้งแต่ตอนเราออกแบบกระบวนการ จนไปถึงในหน้างานจริง
เมื่อเราเห็นตัวเองชัด เราจะอิสระกับการออกแบบกระบวนการมากขึ้น
รู้ว่าเราอยากจะพาผู้เข้าร่วมไปไกลแค่ไหน ในรูปแบบใด
ไม่ยึดติดกับความคุ้นชินเดิมๆ เราจะสามารถตั้งคำถามที่ลึก กว้างได้มากกว่าแค่มุมมองตัวเอง
เพราะเมื่อเรามองเห็นสิ่งที่ตัวเองถืออยู่
เราก็จะเห็นสิ่งที่มองข้ามไป
หรือในระหว่างกระบวนการ หากเราไม่ตระหนักรู้ถึงความคิดตัวเอง
เราอาจสติหลุด เมื่อเจอผู้เข้าร่วมที่ท้าทายไม่เป็นอย่างที่คิด
รู้สึกหงุดหงิด เมื่อเจอผู้เข้าร่วมที่ต่อต้าน หรือไม่เห็นด้วย
ซึ่งก็จะส่งผลเสียกลับมาที่กลุ่ม เพราะเมื่อกระบวนกรไม่สามารถดูแลตัวเองได้
ก็ไม่อาจดูแลกระบวนการและผู้เข้าร่วมได้เต็มที่
เพราะสุดท้ายแล้ว ในทุกๆ กระบวนการ เราก็อยากเปิดพื้นที่ให้ทุกความแตกต่างหลากหลาย

2.จงออกแบบพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน (Shape&Clean)
ด้วยความที่เทอมนี้ได้ลองเรียนเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มากขึ้น
แล้วในใจลึกๆ ก็อยากลองของที่เรียน
เวลาจัดกระบวนการก็จะใส่นู่นนี่ลงไปเยอะแยะ
อะไรก็ดูสำคัญไปหมด เมื่อเราอยากทำ (555)
แต่พอมาคิดอีกที ความจัดเต็มของกิจกรรม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผลดีต่อผู้เข้าร่วมเสมอไป
ซึ่งหากลองย้อนคิดดูว่าถ้าโจทย์ของกระบวนการคือให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เต็มที่ที่สุด
เราควรเปิดพื้นที่ให้เขาได้ explore มากกว่าเป็นพื้นที่ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรม
แต่ผู้เรียนไม่มีพื้นที่ตกตะกอนเพื่อสะท้อนคิดสิ่งที่จะกลั่นเป็นประสบการณ์ของเขากลับไป
กลับกัน ในกิจกรรมที่ดูจะเรียบง่าย ถูกจัดเรียงอย่างเปิดพื้นที่
แต่สามารถทำให้ผู้เข้าร่วม connect ตัวเองกับกิจกรรมได้
และมีการพาถอดบทเรียน สะท้อนคิดอย่างคมชัด
กระบวนการนั้นก็จะพาผู้เข้าร่วมไปได้ไกลและลึกซึ้ง
ซี่งก็คงเป็นปกติมั้งที่แรกๆ ก็คงกะเกณฑ์อะไรได้ไม่ชัดเจน
แต่เราเชื่อว่าหากได้ลองทำ สะสมประสบการณ์ พร้อมกับเชื่อมั่นว่า
ผู้เข้าร่วมสามารถสร้างประสบการณ์ต่อยอดในแบบของเขาได้
ก็จะทำให้กระบวนการของเราค่อยๆ Shape&Clean
กระบวนการเรียนรู้
พื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมกัน
ระหว่างกระบวนกรและผู้เรียน

3.จงเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่กัน
ในพื้นที่วงกลมแห่งการเรียนรู้อะไรก็เกิดขึ้นได้
จะมีทั้งคนที่อินมากๆ คนที่ไม่อินเลย
คนที่ต่อต้าน คนที่ร้องไห้ คนที่หลุดลอย ฯลฯ
หรือการทำกิจกรรมบางอย่างก็อาจพาเขาไปแตะจุด sensitive โดยไม่รู้ตัว
หลายครั้งกระบวนกรพยายามจะรับมือกับผู้เข้าร่วมในทุกรูปแบบด้วยความปรารถนาดี
ให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และอยู่กับกระบวนการได้
แต่ในบางกรณีที่อาจจะหนักเกินกว่าที่ดูแลได้ทั้งหมด หรือเกินกว่าหน้าที่กระบวนกร
หากเราเข้าไปช่วย อาจกลับสร้างแผลให้เขามากกว่าเดิม
มากกว่านั้นอาจส่งผลให้กลุ่มไม่สามารถทำงานต่อได้
อาจด้วยสภาวะที่เริ่มไม่เสถียรของกระบวนกรเอง
หรือการที่พลังของวงไม่ได้อยู่ในกลุ่มแต่อยู่ที่มุมใดมุมหนึ่ง
เราก็อาจจะต้องยอมรับว่า กระบวนกรไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง
กระบวนกรก็เป็นมนุษย์ที่มีเรื่องที่ถนัด และไม่ถนัด รู้และไม่รู้
และเราก็มีหน้าที่สำคัญในการโอบอุ้มการเรียนรู้ทั้งกลุ่ม
แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้แน่นอน คือการเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับทุกๆ คน ไม่ว่าเขาอยู่ในสภาวะใดๆ ก็ตาม
อาจจะผ่านก็ตอบรับเพื่อให้เขาได้เห็นว่าเรารับฟังอย่างจริงใจ
การช่วยสะท้อนเสียงของเขากลับไปให้เขาได้ยินเสียงตัวเอง
การให้ความเห็นอกเห็นใจ และให้เขารับรู้ว่าเรายังอยู่กับเขาอย่างเข้าใจ
หรืออาจสร้างบรรยากาศกลุ่มที่ทุกคนสามารถช่วยโอบอุ้มกันได้
แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ได้ปล่อยเขาทิ้งไว้กับภาวะที่เจอ
หากเรามีข้อมูลของแนวทางหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะสามารถช่วยผู้เข้าร่วมได้ลึกขึ้น
เราก็สามารถแนะนำเขาต่อไป เพื่อทำงานกับตัวเองต่อ

4.พูดคุยกันด้วยภาษา ท่าทางที่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่สุด
กระบวนกรมักผ่านการฝึกทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกภายใน จิตวิญญาณ
หรืออาจมี Content ด้านที่ถนัดในเชิงลึก มีศัพท์เฉพาะทางเต็มไปหมด
แต่การถ่ายทอดในรูปแบบที่เราคุ้นชินโดยไม่ได้ simplify
ก็อาจจะทำให้ผู้เข้าร่วมที่ไม่คุ้นเคยรู้สึกสับสน งุนงง
นำไปสู่การไม่สามารถ connect กับกระบวนการเราได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่ช่วยเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นการประเมินผู้เข้าร่วม
อาจจะจากใบสมัคร หรือการที่เราแจ้ง Scope ของกระบวนการให้ชัดเจนเพื่อเข้าใจตรงกัน
แต่ทั้งนี้กระบวนกรเองก็ควรพร้อมพลิกแพลงภาษา ท่าทางของเราให้ง่ายที่สุดเพื่อผู้เข้าร่วมทุกคน
เพื่อให้กระบวนการทำหน้าที่มันได้ดีที่สุด
บางทีอาจลองเล่าเช็คความเข้าใจกับคนรอบตัวก่อนเริ่ม
การซ้อมบ่อยๆ น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีทีเดียว
ภาษาและท่าทางง่ายๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
คือหน้าต่างบานแรกที่จะพาผู้เข้าร่วม connect กับกระบวนการ
5.อยู่กับปัจจุบัน
ไม่มีอะไรจะจริงเท่านี้อีกแล้วสำหรับการจัดกระบวนการ
แผนที่เตรียมมาดี สคริปต์ที่ฝึกฝนสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
เราควรอยู่กับวง ณ ขณะนั้น อยู่กับผู้เข้าร่วม อยู่กับพลังงานในวง
เมื่อเราอยู่ตรงนั้นทั้งตัวและใจ เราจะมองเห็นและรู้เท่าทันบรรยากาศที่เกิดขึ้น
สัมผัสได้ถึงความต้องการที่ผู้เข้าร่วมส่งสัญญาณบอก
เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้ทัน
เพราะโจทย์ของเราที่ใหญ่กว่ากระบวนการที่ perfect
คือกระบวนการที่สร้างการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมอย่างแท้จริง

สำหรับเราในตลอดระยะเวลาที่เรียนการเป็นกระบวนกรมา
กราฟการเรียนรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ
จากช่วงที่ตื่นเต้นและสะสมทักษะเพื่อพัฒนาตัวเอง
เก็บเกี่ยวเครื่องมือและนำมาลองใช้เพื่อ get feedback
ผ่านจุดที่อยากลองนู่นนี่หลายๆ อย่าง ด้วยความอยากรู้
จนมาถึงตอนนี้ ในวันที่คลาสนี้จบลง
ทุกสิ่ง ทุกประเด็นเรียนรู้ มันหลอมรวมให้กราฟของเรามาอยู่ในจุดที่แสนเรียบง่ายแต่ท้าทาย
นั่นคือ การเห็นผู้เข้าร่วม เป็นจุดโฟกัสอันสำคัญ
โฟกัสทั้งในสภาวะภายในและภายนอกของเขา
ก่อนจะออกแบบกระบวนการ หรือดำเนินกระบวนการใดๆ
เพื่อ Balance การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมในจุดที่พอดีและคมชัด
เพราะบางทีถึงเรามีทักษะเยอะแยะ แต่นำมาใช้แล้วไม่ตรงความต้องการ
กระบวนการนั้นก็คงไม่ทำงานกับผู้เรียน
หรือบางทีเรายัดกิจกรรมเยอะแยะโดยบอกว่าก็เพื่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่
แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงแค่ภาพภายนอก ในขณะที่เขากลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
เพราะอาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่มีพื้นที่สะท้อนคิด
ทั้งหมดมันเหมือนกับว่า ในวันที่เราพร้อมมากขึ้น มีประสบการณ์ รู้จักเครื่องมือมากขึ้น
มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ทุกอย่างที่มี
แต่น่าจะดีกว่า ถ้าเราสามารถใช้เป็น เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม ตอบโจทย์
เพื่อการเรียนรู้ที่เป็นของผู้เรียนจริงๆ
นี่แหละ คือ ความ Advance ที่เรียบง่ายที่สุด
ที่คลาสนี้มอบให้เรา

– ขอบคุณผู้ร่วมเรียนรู้ทุกคนที่เดินทางด้วยกันมาตลอดทางการเป็นกระบวนกร
หวังว่าทุกคนจะได้เติบโตไปพร้อมกันต่อไปเนอะ
– ขอบคุณอ.อั๋น อ.เปิ้ล อ.จ๊อย ก็อย่างที่ทุกคนบอก การอยู่ด้วยกัน 3 คน เป็นพลังงานที่ลงตัวจริงๆ
– ขอบคุณตัวเองที่ไม่หยุดเรียนรู้ และหวังว่าจะไปต่อเรื่อยๆ นะ
– ขอบคุณรูปจากเพื่อนๆ และอาจารย์ค่า 🙂
