กระบวนการละครที่พาเราดำดิ่งสู่การเรียนรู้

เมื่อพูดถึงละคร เรามักนึกถึงละครในทีวี ละครบนเวที การแสดง ดารา นักแสดงมืออาชีพ
ส่วนใหญ่เป็นภาพในเชิงเพื่อความบันเทิง แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราพึ่งได้เรียนรู้ว่า
มันยังมีอีกศาสตร์หนึ่งที่ใช้ละครเป็นเครื่องมือสื่อสารในเชิงการเรียนรู้
โดยอาศัยกระบวนการละครพาเข้าไปใคร่ครวญ รู้สึก เรียนรู้กับเรื่องราวต่างๆ
และแน่นอนตัววิธีการมันคนละอย่างกับละครในแบบที่เราเคยสัมผัส

ในฐานะคนที่ไม่เคยแตะละครไปมากกว่าการเสพย์เพื่อความบันเทิง หรือความงามทางศิลปะ
เริ่มแรกก็ยังนึกไม่ออกว่ามันจะมาใช้เพื่อการเรียนรู้ได้อย่างไร
มันจะมาช่วยสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ยังไงนะ
ในหัวมีแต่ภาพการเล่นละครเท่านั้น

ซึ่งที่จริงภาพแบบนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร
เพราะมันก็เป็นการใช้ละครในเชิงผลผลิต (Product) มาสร้างการเรียนรู้
เหมือนเราที่ดูละคร ทำ Roleplay เพื่อเข้าใจเนื้อเรื่องต่างๆ หรือได้ข้อคิดบางอย่าง

แต่เมื่อมองไปอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่านอกจากในแง่ของ ผลผลิต (Product) แล้ว
ยังสามารถนำ “กระบวนการ (Process)” ของละครมาใช้ได้ด้วย
ซึ่งการใช้ “กระบวนการละคร” มาสร้างการเรียนรู้
จุดมุ่งเน้นจะไม่ใช่การสร้างงานศิลปะ สร้างผลงาน
แต่เน้นให้ผู้เรียนถ่ายทอดเรื่องราวภายในออกมาผ่านทางร่างกาย
เพื่อสะท้อนความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตัวเองออกมา
ในกระบวนการละครผู้เรียนจึงไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่เป็นผู้แสดงเอง
เพราะมันมีฐานเชื่ออยู่บนแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiental Learning)

2

ประสบการณ์สั้นๆ เกี่ยวกับกระบวนการละคร
ทำให้เราเข้าใจมิติการเรียนรู้ผ่านทางร่างกายมากขึ้น
และที่สำคัญการใช้เรื่องราวเพื่อสร้างการเรียนรู้
เลยลองสรุปมาประเด็นสั้นๆ เท่าที่เข้าใจ ณ วันนี้

1.ในกระบวนการละครเราเป็นอะไรก็ได้
การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนเดินไปแตะขอบตัวเอง
หรือเดินไปในพื้นที่เสี่ยงที่ไม่คุ้นเคย (Risk Zone) เพื่อขยายพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone)
ซึ่งกระบวนการละครเป็นเครื่องมือที่เอื้อให้เกิดพื้นที่เสี่ยง
เพราะในพื้นที่นี้ เขาชวนเราห้อยแขวนความไม่เชื่อต่างๆ และทำให้เชื่อว่าในพื้นที่นี้อะไรก็เกิดขึ้นได้
เราสามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ โดยไม่ยึดติดกับทัศนคติเดิมๆ
ซึ่งจุดนี้เองที่ละครพาเราลงไปค้นพบอะไรมากมายที่เราไม่เคยไปถึงมาก่อน

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราเรียนรู้ คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงเราก็สนุกกับกระบวนการละครได้
เพราะพื้นที่นี้เราไม่ได้ต้องการงานศิลปะ หรือผลผลิตงานแสดง
พื้นที่นี้เราต้องการแค่มนุษย์ มนุษย์ที่ซื่อตรงต่อตัวเองและถ่ายทอดมันออกมาทางร่างกาย
ตราบใดที่ท่าทาง การแสดงของเรามันคือความจริงแท้ ความรู้สึกจริงๆ
ตรงนั้นก็คือเวทีที่เรากำลังจะได้เรียนรู้

(ยอมรับว่าแรกๆ มีภาพในหัวว่าถ้าจะต้องทำกระบวนการละคร เราต้อง Acting ได้ประมาณนึง
ทำให้เกร็งๆ ในกิจกรรมแรกๆ เพราะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้
แต่พอปลดล็อคตัวเองได้ว่า ก็แค่ทำภาพความจริง ก็รู้สึกว่าตัวเองสบายขึ้น)

 

2.เรื่องราวทำให้กระบวนการเรียนรู้มีชีวิต
แก่นองค์ประกอบของละครมีอยู่แค่ 3 อย่าง

คือ นักแสดง-เรื่องราว-คนดู
ซึ่งบางครั้งนักแสดงอาจจะเป็นคนดูในเวลาเดียวกันก็ได้
(อย่างเช่น เวลาเราให้ผู้ร่วมกระบวนการแสดงความรู้สึกผ่านท่าทาง
จังหวะนั้นเขาอาจจะได้เรียนรู้สภาวะของตัวเองไปพร้อมกัน)

สำหรับเราด้วยความที่มันมีองค์ประกอบหลักแค่ 3 อย่างนี้
เราจึงสามารถนำละครไป applied กับอะไรได้มากมาย
บางครั้งไม่จำเป็นต้องเริ่มคิดอะไรใหม่ขึ้นมาซะทีเดียว
เราสามารถนำเกมส์ กิจกรรมที่เราทำอยู่แล้วมาดัดแปลง
โดยการใส่เรื่องราวลงไปเพิ่มขึ้น หามุมมองหรือประเด็นมาจับ
ก็สามารถเป็นกระบวนการละครได้
ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมให้ผู้เรียนเดินรอบห้องเพื่อทำความรู้จักพื้นที่
หากเราเปลี่ยนเป็นให้ผู้เรียนจินตนาการว่าเป็นนกแล้วบินสำรวจพื้นที่
ผู้เรียนอาจจะเปลี่ยนภาพในหัว และแสดงท่าทางที่แตกต่างจากการเดินเฉยๆ

มากกว่านั้น “เรื่องราว (Story)” ที่อยู่ในละคร ช่วยทำให้กระบวนการมีชีวิตมากขึ้น
เพราะมันทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมระหว่างตัวผู้เรียนกับกระบวนการ
ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ออกมาเรียนรู้และเดินไปในดินแดนใหม่ๆ
เกิดการมีส่วนร่วมแบบทั้งเนื้อทั้งตัว และเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการมากขึ้น

ในแง่กระบวนกรเอง ถึงเราจะใช้กิจกรรมตัวเดียวกัน
แต่ถ้ากิจกรรมนั้นมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนเดิม
ก็ทำให้ประสบการณ์ของผู้เรียนแตกต่าง เราสามารถถอดบทเรียนได้หลายแบบ

IMG_3984

3.ร่างกายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ชั้นยอด 
ในกระบวนการละคร การใช้ร่างกายถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ (Embodiment)
เราออกท่าทางเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกมา
ซึ่งก็น่ามหัศจรรย์เหมือนกัน ที่ในระหว่างที่เราทำท่าต่างๆ
เราได้กลับเข้าไปในประสบการณ์เหล่านั้น หรือย้อนคิดไปโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งก็คงเป็นไปตามท่ีใครหลายคนเคยอธิบายไว้ว่า
เพราะชีวิตเราสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ผ่านร่างกาย
ร่างกายเรามันจดจำเรื่องราวไว้ในเนื้อในตัว ไว้ในเซลล์แต่ละเซลล์
ทำให้เมื่อเราใช้ร่างกายสื่อสาร เราจึงได้ค้นพบอะไรมากมายทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนอยู่

อีกมุมที่เราเห็น คือ ร่างกายยังช่วยขยายประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดให้ใหญ่ขึ้น
เราใช้ร่างกาย visualize มันออกมา ทำให้ใหญ่ ทำให้เราเห็นชัดเจนมากกว่าเดิม
จนค้นพบมุมมองที่ไม่เคยเห็น ได้ใคร่ครวญในจุดที่มองข้าม
มันช่วยเปิดประเด็นการคุยที่เราไม่เคยพูดถึง ซึ่งอาจเป็นมุมที่เราก็หลงลืมไป
แต่ความสนุก (Playfulness) และความจริง (Authenticity) ของละคร
มันจะพาสิ่งเหล่านี้กลับมาอยู่ตรงหน้าเรา

สร้างให้เราเกิดความตระหนักรู้ ชวนให้คิดใคร่ครวญ และนำไปสู่การพัฒนาตัวเองในที่สุด

 

4.ละครเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้เรียน
ในกระบวนการละคร แม้จะมีเรื่องราวจากกระบวนกร หรือท่าทางที่ถ่ายทอดมาจากคนแสดง
แต่เราไม่ได้ทำให้คนดู/ผู้เรียน  ตีความ/ตัดสินได้เพียงด้านเดียว
เราเปิดช่องให้พวกเขาได้คิดในแบบของเขาเอง
เพื่อให้เขาสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องราวของตัวเองได้
เพราะเราเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง
ผู้เรียนไม่ใช่ถ้วยเปล่าไม่มีอะไร แต่มีของอยู่ในภายใน

ที่มีคุณค่าต่อการนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
กระบวนการละครจึงเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

อย่างเช่นตัวอย่างที่ยกไปด้านบน กับการให้เดินสำรวจห้องโดยจินตนาการว่าตัวเองเป็นนก
การเป็นนกในแบบของผู้เรียนแต่ละคนก็แตกต่างกัน
ซึ่งเราก็ยินดีที่จะเปิดพื้นที่ให้นกหลากหลายสายพันธุ์มาร่วมเรียนรู้

IMG_3987

ยิ่งได้เรียน ได้ลองสัมผัสศาสตร์นี้ดู
พบว่ามันมีพลังมากๆ ในการสร้างการเรียนรู้
ห้องเรียนที่มีกระบวนการละครเข้าไปจะช่วยให้ผู้เรียนตื่นตัว สนุกกับการเรียนรู้

อีกทั้งยังสามารถพาผู้เรียนไปไกลได้มากกว่าที่คิด
เหมือนได้ดำดิ่งสู่ประสบการณ์อีกมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

ละครสามารถพาเราเรียนรู้ในเชิง content ไปจนถึงโลกภายใน
คงไม่แปลกอะไร ถ้าในกระบวนการละครจะมีอารมณ์  มีความรู้สึกในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้น
เพราะนั่นแหละคือสัญญาณว่ามันกำลังทำงานกับเราอยู่
เราอาจจะกำลังเดินเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เราอาจจะกำลังเจอประเด็นใหม่ๆ
และหากเราอนุญาตตัวเอง อนุญาตกระบวนการอย่างเต็มที่
เราน่าจะได้เรียนรู้จนเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

แต่ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับกระบวนกรที่เลือกใช้ละครเข้าไป
คือการสร้างความไว้วางใจในพื้นที่ให้แก่ผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเป็นส่วนหนึ่งกับกระบวนการได้อย่างเต็มที่
กล้าที่จะพาตัวเองแสดงออก สื่อสารออกมา
และกล้าเดินเข้าพื้นที่เสี่ยงเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง

 

ขอบคุณ อ.เปิ้ล อ.จ๊อย และเพื่อนร่วมเรียนรู้ทุกคน 😀

Leave a comment