ช่วงนี้เมื่อปีก่อน เราได้มีโอกาสเรียนวิชาหนึ่งที่ถือว่าเป็นวิชาเปลี่ยนชีวิต
เป็นวิชาที่เราบันทึกไว้ใน milestone ตัวเอง
และอยากส่งต่อความคิดออกไปมากที่สุด
วิชานั้น คือ Process and Management of Transformation
หรือกระบวนการและการจัดการความเปลี่ยนแปลง
วิชานี้เป็นหนึ่งในวิชาของคณะ Learning Sciences and Education
ในคำอธิบายรายวิชาเขียนเอาไว้ว่า
“แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติและกระบวนการเปลี่ยนแปลงของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน ชุมชน
องค์กรและสังคม เครื่องมือการเรียนรู้ที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวต่างๆ
การจัดการความเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดและความท้าทายในการจัดการความเปลี่ยนแปลง
การออกแบบและจัดกระบวนการที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในระบบต่างๆ“
สารภาพว่าตอนแรกเราเข้าใจว่าวิชานี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโลก สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
เพราะการศึกษามันต้องทำอะไรยิ่งใหญ่สิ
แต่พอเอาเข้าจริงมันกลับลึกซึ้งกว่านั้นเกินความคาดหมาย

การเรียนในวิชานี้แปลก เพราะเหมือนไม่ได้เรียน
แต่เป็นการชวนทุกคนเอาชีวิตมานั่งคุยกัน เล่าเรื่องในอดีต เล่าเรื่องการเติบโตแลกเปลี่ยนกัน
มีการเล่นเกมส์เพื่อเข้าใจตน เข้าใจกลุ่มเพื่อน
และยังได้ทำโครงการการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
ซึ่งเป็นการให้เราทำภารกิจเปลี่ยนตัวเอง 1 อย่างในเวลาประมาณ 2 เดือน
ทุกๆ กระบวนการพาเราเดินย้อนสู่เรื่องราวและความคิดของตัวเองทุกครั้ง
เรื่องทฤษฎีถือว่าสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมด
แต่เรากลับได้เรียนรู้และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อผ่านคลาสนี้ไป
และที่สำคัญ จากความงงๆ ในตอนแรกว่าทำไมต้องเรียนวิชานี้
เกี่ยวกับการศึกษาอย่างไร เป็นวิชาเปลี่ยนแปลงโลกเหรอ
เราก็ได้คำตอบให้ตัวเองอย่างชัดเจน
1.เรียนรู้ความแตกต่างเพื่อเข้าใจกัน
เพื่อนทุกคนเหมือน Live Lesson
เรามักเรียนผ่านการจับกลุ่มนั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราว ประสบการณ์ของแต่ละคน
เป็นกระบวนการง่ายๆ แต่กลับทรงพลังที่สุด
เราได้ยินเรื่องครอบครัวของเพื่อน ได้ยินเรื่องความฝัน
ได้ยินเรื่องข้อจำกัด ความเศร้าต่างๆ
บางเรื่องมันน่าแปลกใจที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตคน
ประสบการณ์เหล่านี้ สะท้อนชัดเจนมากว่า รูปร่าง หน้าตา บุคลิกภายนอก
ไม่สามารถบ่งบอกเรื่องราวภายในที่แต่ละคนประสบมาได้เลย
เหมือนก้อนภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็นเพียงแค่ยอดเขา
แต่เรื่องราวภายในอันลึกลงไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเมตร
มันถูกปกปิดไว้ด้วยเหตุผลมากมายที่ทำให้เราล้วนเกิดและเติบโตมาอย่างแตกต่าง
ทุกเรื่องราวช่วยทำให้เราเข้าใจมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น
เคารพในความแตกต่างของแต่ละคน
และเรียนรู้การไม่ตัดสินใครโดยมุมมองอันคับแคบของตัวเอง
รู้สึกขอบคุณเพื่อนทุกคน ทุกครั้งที่ไว้วางใจกัน
และยอมเล่าเรื่องราวที่อาจทำให้มีน้ำตาออกมา
ก็อย่างที่ใครเค้าว่าไว้ มนุษย์คือครูของกันและกัน
เข้าใจความต่างอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่เพียงลักษณะ บุคลิกภายนอกที่ตามองเห็น
2.จงจริงแท้กับตัวเอง (Be authentic)
นอกจากการฟังเพื่อนเล่าเรื่องของพวกเขาแล้ว
ตัวเราเองก็กลับเข้าไปค้นเรื่องราวในอดีต ทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่เจ็บปวด
แล้วเอาออกมาเล่าให้เพื่อนฟัง
การกลับไปใคร่ครวญเรื่องของตัวเองทำงานกับเรามากกว่าที่คิด
แรกๆ ก็ไม่กล้าเล่าเรื่องทั้งหมด ยังมีเก็บบางมุม ไม่กล้าลงความรู้สึก
กลัวพูดไปแล้วคนมองไม่ดี เพื่อนจะคิดยังไงกับเรา
แต่เมื่อเริ่มลองเปิดใจ แล้วพูดความคิด ความรู้สึกจริงๆ ออกมา
เราพบว่า มันคือจุด climax ของการเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียด้วยซ้ำ
เราโกรธ เราเกลียด โมโห เหนื่อย ได้ เพราะเราแค่มนุษย์คนหนึ่ง
การหนีความจริงแท้ของตัวเอง ก็เหมือนเราพยายามปกปิดปัญหาเอาไว้
ซึ่งต่อให้นานแค่ไหน ปัญหาเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ และอาจเติบโตหยั่งรากไปพร้อมกับเรา
สำหรับเราการจริงแท้กับตัวเอง
รับรู้ทุกความรู้สึก ไม่ตัดสินถูกผิด ไม่ว่าจะสมบูรณ์แบบหรือไม่
จึงเป็นขั้นแรกง่ายๆ ในการเริ่มเปลี่ยนแปลง
แต่ถึงอย่างไร เราเองก็ต้องเชื่อว่า
เรารับรู้ความจริงเหล่านั้นเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่รู้เพื่อมาซ้ำเติมความเว้าแหว่ง

3.อ่อนโยนต่อตนเองและคนรอบข้าง
เรามักคาดหวังความสมบูรณ์แบบในตัวเองและคนอื่นๆ เสมอ
จนเมื่อไหร่ที่มันพลาด มันเกิดความรู้สึกไม่ดี
เราไม่รั้งรอที่จะโบยตีเหตุการณ์เหล่านั้น
ผ่านการโทษตัวเอง หรือด่าทอคนอื่น ฯลฯ
แต่เมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์ผ่านจากเพื่อนและจากตัวเอง
เราจะค้นพบว่าสุดท้ายแล้วชีวิตมันมีทั้งสิ่งที่คุมได้และคุมไม่ได้
ไม่มีใครอยากทุกข์ อยากเศร้าหรอก
แต่ชีวิตก็เหมือนบททดสอบที่แต่ละคนมีโจทย์ที่แตกต่างกัน
ถึงแม้เราจะไม่สามารถเข้าไปสอบในชีวิตของใครได้
การมอบความเห็นอกเห็นใจ และความอ่อนโยนให้กัน
ก็ถือเป็นพลังงานชั้นดี ที่จะทำให้เราทุกคนไปต่อ
และที่สำคัญไม่มีอะไรที่ทุกข์-สุขตลอดไป
การตอกย้ำซ้ำเติมตัวเองหรือคนอื่นครั้งนี้ไป ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก
มันคงจะดีกว่าที่เราเพียงรับรู้มัน เข้าใจมัน และหาทางแก้ไข
ไม่ใช่แค่เรื่องไม่ดี แต่สำหรับเรา ในบางครั้งที่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น
การรับรู้แล้วชื่นชม ให้กำลังใจตัวเองและคนอื่นบ้าง
มันก็ถือเป็นความอ่อนโยนที่ช่วย empower พวกเราด้วยเช่นเดียวกัน

กลับกลายเป็นว่า วิชาการเปลี่ยนแปลงที่เราเข้าใจว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนโลก
มันพาเราย้อนมาเรียนรู้การเปลี่ยนหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เรียกว่า “มนุษย์”
ห้องเรียนนี้ใช้ตัวพวกเราเองเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
เค้าพาเราไปมองเห็นและยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง
รับรู้ความอ่อนแอ ความสุข ความเจ็บปวดที่ผ่านเข้ามาเป็นเรื่องปกติ
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในความรู้สึก ความจริงที่เกิดขึ้นมา
มันก็ล้วนทำให้เราเรียนรู้และเติบโต
และที่สำคัญ เมื่อเรารู้ทันความไม่สมบูรณ์อันธรรมดาของตัวเอง
เราจะดูแลตัวเองได้ เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นตามคิด
การเปลี่ยนแปลงมันก็คงเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แค่นี้
คือ การยอมรับความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่โกรธ เกลียด สุข เศร้าได้ แล้วเดินหน้าต่อ
และเมื่อเราเข้าใจด้านเหล่านี้ในตัวเอง มันจะทำให้เราเข้าใจคนอื่นด้วยเช่นกัน
เพราะทุกคนก็คือมนุษย์…มนุษย์คนหนึ่งที่รู้สึกได้ ผิดพลาดได้ เรียนรู้ได้ และเปลี่ยนแปลงได้
อ.เปิ้ลพูดเสมอว่า
“คนที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงจะช่วยดูแลคนอื่นได้
และสุดท้ายพวกเราจะช่วยดูแลกัน”

ถึงแม้ในกระบวนการเรียนรู้ จะเน้นในแง่บุคคลซะส่วนใหญ่
แต่พอเราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ มันทำให้เราไปต่อได้ไกลขึ้น
เรามองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงระดับชุมชน สังคม รวมถึงโลกโดยอัตโนมัติ
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเริ่มต้นมาจากคนคนหนึ่งทั้งนั้น
รวมถึงในแง่การศึกษา หากครู อาจารย์ หรือทุกคนที่ทำงานด้านการพัฒนาคน
การเข้าใจเรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนเปลี่ยนแปลงได้
และครูที่เชื่อมั่นว่าศิษย์พัฒนาได้ จะไม่มีวันหมดหวังในเด็ก
เราจะเชื่อว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโตได้
มากกว่าเป็นสิ่งของที่ไม่มีวันแปรรูป ปรับเปลี่ยนไปไหน
จงเชื่อมั่นว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้
ขอบคุณอ.อั๋น อ.เปิ้ล อ.แต้ว และเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน
ทุกวันนี้เรายังสนุกกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ
ดีใจที่ได้เจอหลายๆ ความรู้สึกในตัวเอง และเจอเราคนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงมันไม่มีจุดสิ้นสุด
