คิดว่าเวทมนต์หน้าตาเป็นยังไง?
ถึงไม่มีคำใบ้ก็คงจินตนาการได้ไม่ยากนัก มันคงเป็นแสงวาบๆมีควันลอยฟุ้ง
อาจมีแสงไฟส่องประกายออกมาสว่างไสว รวมไปถึงบทคาถาที่ท่องงึมงำจับความไม่ได้
แล้วยิ่งมันสามารถเสกสร้างสิ่งใหม่ ลบล้างสิ่งเก่า เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่
เวทมนต์ยิ่งดูเป็น “ความมหัศจรรย์” เหนือมนุษย์

“เวทมนต์คาถาในการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย” คือวิชาหนึ่งใน โครงการก่อการครู
โครงการที่ตั้งใจสร้างครูนักเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้แค่เก่งเทคนิคการสอน
แต่สามารถเข้าใจตนเองและดูแลความสัมพันธ์ได้
ชื่อวิชาที่แสนแปลกหูอาจทำให้หลายคนต้องมนต์ความฉงนตั้งแต่แรกเห็น (แน่นอน…รวมถึงเราด้วย)
วิชานี้มันคืออะไรนะ? เวทมนต์เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้อย่างไร?
แต่เมื่อได้ท่องโลกเวทมนต์ตลอดทั้ง 3 วัน ที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมครบเครื่องทั้งใจ กาย ความคิด
มันก็ทำให้เราเข้าใจความหมายของเวทมนต์คาถาที่ช่วยสร้างการเรียนรู้เปี่ยมความหมายมากขึ้น

คาถาเผยตัวตน
ก่อนหน้ามาร่วม ใจคาดไว้ว่าน่าจะได้เจอองค์ความรู้ หรือทฤษฎี เทคนิคอะไรมากมาย
แต่พอเอาเข้าจริง คลาสเวทมนต์นี้กลับพาเราเดินเข้าสู่โลกภายใน
เริ่มตั้งแต่กิจกรรม Contact Dance
การเต้นกลุ่มที่ทุกคนต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายติดกันตลอดเวลา
ซึ่งมันทำให้เราเรียนรู้ภาวะแห่งความเป็นปัจจุบัน และการเป็นอิสระจากความคิด
เพราะในตอนที่เรากังวลมัวแต่ห่วงท่าสวย หรือคิดเรื่องอื่นๆ มันทำให้การเต้นติดขัดไปหมด
แต่เมื่อไหร่ที่เราละทิ้งความคิดพะว้าพะวง
แล้วปล่อยตัวปล่อยใจให้เคลื่อนไหวไปตามจุดสัมผัสระหว่างเรากับเพื่อน
เราจะพบความลื่นไหลที่เชื่อมต่อไหลไปมาเหมือนสายน้ำ

กิจกรรม STAND ACTIVITY ที่ชวนเราค้นหาท่าทางที่เมื่อเราทำแล้วรู้สึกมีพลัง
มีความมั่นคงในตัวเองที่สุด
แต่ละคนก็มีท่าที่แตกต่างกันบางคนกวักมือรัวๆ
บางคนพิงกำแพง บางคนกอดเข่า ฯลฯ
นอกจากนั้นเราก็ได้ตั้งคำถามถึง เวทมนต์ในตัวเอง
คาถาไหนที่เราร่ายในห้องเรียน/ตอนทำงาน แล้วเกิดความมหัศจรรย์ตามมา
เรื่องเล่าของครูหลายคนที่ร่วมกระบวนการทำให้เห็นเวทมนต์ที่หลากหลาย
เช่น ครูที่มีเวทมนต์แห่งความสนุกสนานเป็นกันเองจนทำนักเรียนรู้สึกไว้ใจ สบายใจ
หรือบางคนก็เป็นคนลึกซึ้งสามารถเข้าใจคนรอบข้างได้ดี
ถึงแรกๆ จะแปลกใจกับกิจกรรมเหล่านี้ และก็ยังจับเรื่องชนปลายไม่ถูก
แต่กระบวนการที่ร้อยเรียงดำเนินไป มันก็ค่อยๆทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น
และที่สำคัญเรา(พวกเรา)เห็นตัวเองชัดขึ้น
มองชัดในระดับลึกถึงข้างใน
ในระดับที่ไร้ภาวะกดทับจากกฎเกณฑ์รอบตัว
และสัมผัสถึงความจริงแท้ในตัวเรา

คาถาพิทักษ์ตน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ดั่งใจทุกอย่าง
สิ่งที่เราควบคุมดูแลได้มากที่สุดก็น่าจะเป็นตัวเราเอง
เวลาเจอสถานการณ์ไม่เป็นใจ การสร้างสภาวะมั่นคงจากภายในจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆได้
คลาสนี้เราเลยได้ฝึกฝนการทำ Grounding หรือการสร้างความมั่นคงภายใน
และอีกหนึ่งแบบฝึกที่ให้เราพร้อมปรับแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที
คือการฝึกญาณทัศนะ (หรือบางคนเรียกการหยั่งรู้)
ที่เป็นเหมือนตัวช่วยให้เราจับสภาวะในสถานการณ์ต่างๆ ได้และรู้สึกได้ถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น
อย่างในห้องเรียนหากครูสามารถหยั่งรู้ถึงสภาวะในห้องเรียนขณะนั้นๆ ได้
จะสามารถปรับจูนกระบวนการได้เหมาะสมกับนักเรียนมากยิ่งขึ้น
เพราะการเรียนการสอนมันเป็นเรื่องของกระบวนการและความสัมพันธ์
ครูจำเป็นต้องอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่ายึดติดที่สิ่งที่เตรียมมาอย่างเดียว
โดยการฝึกนี้ อาศัยสภาวะมั่นคงภายในของเรา แล้วปล่อยให้พลังงานของเราและสิ่งต่างๆเชื่อมต่อกัน
คาถานี้เป็นเหมือนบทย้ำเตือนว่า
เมื่อเราดูแลตัวเองได้ เราก็จะดูแลคนอื่นและสถานการณ์รอบข้างได้

ห้องเรียนเวทมนต์ที่เสกคำถามใส่เราตลอดเวลา
ตลอด 19 ชั่วโมงของคลาสนี้ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่เราเดินออกจากตัวเอง
ยิ่งร่วม ก็ยิ่งเข้าไปในตัวเองลึกขึ้น ลึกขึ้น
ทุกๆ กิจกรรมเหมือนร่วมมือกันถามเราว่า
“เราเป็นใคร?”
“คุณค่าของเราคืออะไร?”
“เราเชื่อในสัญชาตญาณตัวเองมากแค่ไหน?”
จากคำถามชวนคิดที่ถูกกระซิบตลอดเวลา ช่วยทำให้เราทุกคนเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น
ที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีข้อดีใดๆ กลับค้นพบความหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่
ครูบางคน ได้เจอว่าที่จริงแล้วอารมณ์ขันของเขาช่วยสร้างบรรยากาศห้องเรียนมานับครั้งไม่ถ้วน
ครูบางคน มองเห็นพลังความนิ่งเฉียบของตัวเองที่ทำให้นักเรียนพร้อมเรียนรู้
ครูบางคน แค่มองตาก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนได้แล้ว
ทั้งหมดมันคือ ข้อดีที่เรามักมองข้ามไป
แต่กลับไปให้ความสำคัญกับข้อเสียที่หยิบยกมานับครั้งไม่ถ้วน
และที่สำคัญข้อดีเหล่านี้นั่นแหละที่เป็น เวทมนต์คาถาในการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย

ในวันที่ตามหาเวทมนต์มหัศจรรย์
เรากลับค้นพบว่าเวทมนต์ที่แกร่งกล้าที่สุดอยู่ในตัวเราเอง
ตัวตนของเรา…ที่จะสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับนักเรียน
…ที่จะดูแลเราเองในวันที่ต้องเจอสถานการณ์ไม่เป็นใจ
…ที่จะช่วยดูแลความสัมพันธ์ในระดับใจถึงใจ
ช่วงหนึ่งของกิจกรรมมีการจัดพิธีกรรมระลึกถึงครูในดวงในใจ
ผ่านการวาดภาพและเขียนข้อความถึงครูท่านนั้น
ความมืดของช่วงเย็น แสงสลัวจากเทียนพาทุกคนย้อนกลับทบทวน
ต่างคนต่างก็มีครูในดวงใจที่แตกต่างกัน และมีความทรงจำที่เก็บไว้ส่วนลึก
แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าน่าจะเป็นจุดร่วมของทุกคน คือ ครูที่ถูกเลือกขึ้นมานั้น
ท่านถูกเลือกเพราะ “ความเป็นตัวตน” ของท่านจริงๆ
ความเป็นตัวตนที่ทำให้ทุกเรื่องราวประทับแน่นอยู่ในใจ

แม้เวทมนต์ในหนัง ในสื่อต่างๆ จะดูเป็นสิ่งเกินความฝัน เหนือจริง
แต่สำหรับเราในวันนี้ กลับค้นพบว่ามันคือ ความธรรมดาสามัญที่สุดที่มนุษย์คนนึงจะมีได้
เพราะมันคือ ตัวตน ที่อยู่ในเนื้อในตัวของเราทุกที่ทุกเวลา
และเป็นตัวตนที่เราเห็นคุณค่า
สิ่งสำคัญและท้าทายมันน่าจะอยู่ที่ว่าเราจะปลดปล่อยความเป็นเราออกมาได้อย่างไร?
ท่ามกลางสังคมและความคาดหวังที่รายล้อมอยู่รอบตัว

อ.จ๊อยย้ำประโยคหนึ่งเสมอว่า
“สอนในแบบที่เราเป็นนั่นแหละดีที่สุด“
Be authentic.
จริงแท้กับตัวเรา
เพื่อจริงแท้กับคนอื่น
ได้เรียนแล้วยิ่งรู้สึกอยากเอาไปใช้จริง
นอกจากจะได้เรียนเรื่องโลกภายใน
ยังมีเรื่องการออกแบบพิธีกรรมเพื่อสร้างเวทมนต์ มีทฤษฎีที่น่าจะนำไปปรับใช้ต่อได้
เชื่อว่าเมื่อรวมกับตัวตนอันจริงแท้ของครูทุกคน
หลายๆโรงเรียนน่าจะมีครูสายเวทย์อีกเยอะ ที่พร้อมสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย
และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายของตัวเองได้
ขอเป็นส่วนหนึ่งด้วยนะ
ขอบคุณครูสายเวทย์ผู้ร่วมเรียนรู้ทุกคน 😀
ปล.คำว่า “เวทมนต์” ที่ใช้ในที่นี้ อาจดูแปลกๆ ใช่มั้ย
แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะเป็นชื่อเฉพาะของวิชานะ เลยสะกดไม่เหมือน “เวทมนตร์” ที่เราคุ้นกัน
ขอบคุณรูปจากพี่ฝน, โครงการก่อการครู
