
ย้อนไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อน
ในห้องเรียนวิชา Equity & Inclusion (วิชาเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำ)
เรา เพื่อน อาจารย์ในห้องเรียนกำลังชวนคิด ชวนคุยถึงการออกแบบแบบ Universal Design
ที่ทำให้ “คนทุกคน” ไม่ว่าจะเป็น คนทั่วไป LGBT คนพิการ คนจน ฯลฯ
สามารถเข้าถึงสิทธิ์ที่เขาพึงมีได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม
มีความคิดสนุกๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำขึ้นมามากมาย
– โรงอาหารระบบสายพานเพื่อคนบกพร่องทางการเคลื่อนไหว
– ระบบสั่งอาหารผ่านไอแพดที่พูดเมนูได้สำหรับคนบกพร่องทางการมองเห็น
– ทางเดินที่มีความกว้างมากพอสำหรับรถเข็น
– ห้องเรียนแบบวงกลมเพื่อความเข้าถึงการเรียนรู้ทั่วถึง
และอีกหลากหลายไอเดียที่โยนกันมาในกลุ่ม (ขำๆ บ้าง จริงจังบ้าง)
แต่มีหนึ่งประเด็นที่มีการพูดคุยกัน คือ การออกแบบห้องน้ำ
ห้องน้ำที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ดูแลทุกคนในสังคมหรือยัง?

เรายังต้องการห้องน้ำแบบไหนเพิ่มหรือเปล่า?
ถ้ามองรอบตัว เราจะพบว่าในสังคมมีห้องน้ำหลายแบบมาก
ที่ทำหน้าที่ดูแลกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดหรือมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ห้องน้ำผู้สูงอายุอาจเสี่ยงหกล้มถ้าไม่มีราวจับ
ห้องน้ำผู้พิการอาจไม่สะดวก ถ้าไม่มีความกว้างที่มากพอในการหมุนรถเข็น
ห้องน้ำเด็กอาจอันตราย ถ้าโถสุขภัณฑ์ขนาดใหญ่เกินไป
ห้องน้ำผู้หญิงอาจเกิดการคุกคามทางเพศ ถ้ามีผู้ชายมาปะปน
หรือแม้แต่ผู้ชายก็อาจเกิดภาวะอึดอัดเมื่อต้องปะปนกับผู้หญิง
หรือในอีกหลากหลายความเสี่ยง หลากหลายกรณีที่อาจเกิดขึ้นส่วนบุคคล
แต่มีห้องน้ำแบบหนึ่งที่เรายังไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่
นั่นคือห้องน้ำสำหรับ LGBT
ทั้งที่ความเสี่ยงของพวกเขาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าคนกลุ่มอื่น
บางครั้งก็ถูก bully เพราะป้ายห้องน้ำที่เหมือนต้อนรับเฉพาะชาย-หญิงเท่านั้น
หรือแม้แต่เมื่อเข้าไปในห้องน้ำ ก็อาจถูกคุกคามทางเพศไม่ว่าจะทางร่างกาย
หรือทางสายตาจากคนที่มองมาอย่างตัดสิน ฯลฯ
ในวันที่คุยกัน เสียงในห้องเห็นว่า ควรมีห้องน้ำแยกออกมาสำหรับ LGBT
สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยก
หรือเราควรยุบการแบ่งเพศห้องน้ำมากกว่า
การแยกออกมา มันจะยิ่งกดทับเขามากขึ้นมั้ย
ถึงแม้จะเห็นแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ
แต่เราในวันนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะดีในระยะยาว

จนวันนี้เราได้เห็นห้องน้ำที่ตึกใหม่ของคณะ (แต่ก่อนใช้ตึกเดิมของมหาลัย ห้องน้ำยังเป็นแบบเดิม)
สิ่งเซอร์ไพรส์คือ นอกจากจะมีห้องน้ำชายหญิงแล้ว
ยังมีห้องน้ำสำหรับคนทุกเพศ All genders
ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับ LGBT เท่านั้น แต่รวมถึงคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือใครก็ใช้ได้
คือจะพูดว่าเป็นห้องน้ำที่ดูแลคนหลายๆ กลุ่มในที่เดียว ก็ว่าได้ (Toilet for All)
ในช่วงเวลานั้น มันทำให้เราได้คำตอบของคำถามที่เคยสงสัย
ใช่ เรามีห้องน้ำแยก แต่เราไม่ได้บังคับให้พวกเขาต้องแยกออกมาใช้นี่นา
มันเป็นห้องน้ำที่อยู่บนฐานของการเคารพความเป็นมนุษย์
เพราะมันทำหน้าที่เป็น “ทางเลือก” ที่เคารพการตัดสินใจของผู้ใช้
โดยเปิดโอกาสให้ทุกความแตกต่างหลากหลายสามารถเลือกพื้นที่ของตัวเองได้เอง
เลือกความปลอดภัย ความเสี่ยง ความสบายได้ในแบบของของเขา
ไม่ต้องให้ใครมากำหนดให้
เราได้คืนอำนาจไปสู่ปัจเจก
ไม่ใช่ให้สังคมตัดสินใจแทน

สุดท้ายแล้ว อาจจะไม่มี LGBT คนไหนเลยที่ใช้ห้องน้ำนี้ก็เป็นได้
แต่เราก็เชื่อว่าห้องน้ำ All genders มันจะเป็นตัวแทนส่งต่อความหวังดีจากมนุษย์สู่มนุษย์
และคอยย้ำเตือน “การเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” โดยไม่เอาข้อจำกัดมากีดกันสิทธิ์ต่างๆ
เราออกไปดูแลทุกคนบนโลกไม่ได้
แต่เราสามารถสร้างพื้นที่ที่เอื้อให้เขาดูแลตัวเองได้

Universal Design, Universal Heart
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ
เราเห็นความหมายของคำว่า Universal Design ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
เพราะเมื่อเกิดการทำจริง มันไม่ได้เป็นแค่งานออกแบบที่ดูแลทุกคน
แต่มันได้ช่วยขยายขนาดใจของบุคคลให้กว้างใหญ่กว่าเดิม
อาจจะกว้างถึงในระดับ Universe เพื่อพร้อมโอบรับความแตกต่างในสังคม
รู้สึกขอบคุณการลงมือทำของคณะ
ที่เป็นบทเรียนมีค่ามากๆ สำหรับคนกำลังเรียนรู้อย่างเรา
ทั้งตอบคำถามที่คั่งค้างอยู่ในใจ
และทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงมันเริ่มจากการลงมือทำจริง

ปล. ตึกใหม่สวยมาก ลมดีมาก
จนกลัวว่าจะเรียนนานกว่า 2 ปี (ขำแห้ง)
มีเขียนเล่าเรื่องการเรียนรู้ในวิชา Equity & Inclusion
ไว้ที่นี่อีกบทความนะ เรากำลังสร้างรอยเท้าไว้บนชีวิตใครหรือเปล่า?
