ถอดบทเรียนชีวิตการเป็นกระบวนกร 101

ทุกวันนี้ในแวดวงการศึกษาเรามักได้ยินเรื่องการเปลี่ยนบทบาทของครู
ในฐานะ ผู้สอน” ไปเป็น กระบวนกร” แต่คำๆนี้แท้จริงแล้วมันคืออะไร ทำอย่างไร
เราเองก็ไม่เคยบอกได้อย่างตรงตัว มีเพียงความรู้น้อยๆเท่าที่จับความได้
จนกระทั่งได้มาเรียนการเป็นกระบวนกรเต็มๆ ประมาณ 2 เดือน ถึงเข้าใจอะไรมากขึ้น

และนอกจากจะได้เข้าใจความเป็นกระบวนกรแล้ว
การเรียนคลาสนี้ยังพาเราก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่างในตัวเองอีกด้วย
ถือเป็นคลาสที่สร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิตอีกหนึ่งครั้งเลย

กระบวนกร (Facilitator) คือผู้ที่สามารถใช้กระบวนการซึ่งหมายถึงกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าที่ผู้ร่วมกระบวนการต้องการ หรือความรู้ที่ต้องการให้กับกลุ่มผู้ร่วมกระบนการ – บางส่วนจากหนังสือ “ก้าวพ้นปัญหา…สู่ข้อตกลงด้วยกระบวนการกลุ่ม”

11


การเป็นกระบวนกรสอนเราว่า

1.หยุดคาดหวังเพราะมนุษย์ทุกคนล้วนแตกต่าง
เสน่ห์ของการเป็นกระบวนกรที่ต้องออกแบบกระบวนการ คือการที่เราเคารพในตัวผู้ร่วมกระบวนการ
เชื่อว่าเค้าสามารถคิดตัดสินใจได้เองเราเป็นเพียงผู้ช่วย
หรือผู้อำนวยให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายในแบบของเขาเอง
ดังนั้นทุกๆ ครั้งในกระบวนการ เราจึงได้พบความแตกต่างหลากหลายที่มีเสน่ห์มาก
ทั้งที่ทุกคนร่วมกิจกรรมเดียวกัน เวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่ความคิดความเข้าใจ
และสิ่งที่เก็บกลับไปได้นั้นกลับเป็นคนละอย่าง ต่างมุมมอง ต่างทัศนคติ
มันจึงเป็นเครื่องสะท้อนได้อย่างดีว่า เราทุกคนล้วนมีความแตกต่างในตัวเอง
อย่าคาดหวังให้ใครต้องเป็นอย่างใจ แต่ให้ทำความเข้าใจในตัวตนของเขา

2.ใส่ใจและรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ
โดยปกติแล้วการจัดกระบวนการสามารถทำได้ทั้งกิจกรรมที่เน้นฐานหัว ฐานกาย หรือฐานใจ
แล้วแต่จุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้นๆ ไม่มีกฎอะไรตายตัว
แต่สิ่งสำคัญ คือเราจะดูแลผู้ร่วมกระบวนการอย่างไร เมื่อพวกเขาเกิดสภาวะไม่มั่นคงในตัวเอง
ในระหว่างการทำกิจกรรม เช่นหากเราเลือกทำกิจกรรมที่ส่งผลกระทบถึงจิตใจอย่างมาก
ทำให้ผู้ร่วมกระบวนการไม่สามารถหลุดพ้นจากความเศร้า
กระบวนกรควรมีวิธีดูแลให้ผู้เข้าร่วมสามารถกลับมามีความมั่นคงภายในใจตัวเอง
ซึ่งเรามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในทุกๆการทำงานหรือการใช้ชีวิต
สิ่งที่เราก่อ เราต้องรับผิดชอบให้เต็มความสามารถ
หรือทางที่ดีก่อนจะสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาควรคิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เพื่อเตรียมพร้อมในการดูแลรับผิดชอบผลที่ตามมา

3

3.ให้ความสำคัญในระหว่างทางพอๆ กับเป้าหมาย
ทุกการจัดกระบวนการมักมีเป้าหมายของการเรียนรู้ที่อยากให้ผู้เข้าร่วมไปถึง
แต่ก็เป็นธรรมชาติของการจัดกระบวนการที่เราอาจจะต้อง “เท” สิ่งที่เราเตรียมมา
เพราะเมื่อเราเคารพในตัวผู้เข้าร่วม เราก็ย่อมต้องทิ้งบางสิ่งไประหว่างทางเมื่อจำเป็น
อย่างการสนทนาในวงบางครั้งก็อาจมีประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดจากผู้เข้าร่วม
ในจังหวะนั้นเราสามารถเลือกช้อนสิ่งที่น่าสนใจหรือเป็นประโยชน์ต่อวงกว่าขึ้นมาแทนที่สิ่งที่เตรียมไว้
เพราะฉะนั้นการพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆ ระหว่างทางได้
และบางครั้งอาจทำให้เกิดความอึดอัดไม่สุขใจในการเดินทางอีกด้วย

4.ฟังเพื่อไปต่อ
การจัดกระบวนการเป็นสิ่งที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมวง
เพราะฉะนั้นการฟังอย่างไร้อคติและเป็นกลางจึงสำคัญมาก 
ฟังเพื่อให้เข้าใจความคิด เข้าใจสภาวะความรู้สึก ของผู้เข้าร่วม 
ยิ่งฟังได้ยินมากเท่าไหร่ กระบวนกรก็สามารถไปต่อในทิศทางที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมมากเท่านั้น
การยึดติดอยู่กับเป้าหมายโดยไม่ฟังเสียงวงสุดท้ายก็อาจจะไม่ได้อะไร
ชีวิตจริงก็เหมือนกัน ยิ่งทำงานร่วมกับคนอื่นต่างคนต่างถือเป้าหมายในใจมา
การฟังกันจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้นสามารถปรับจูนเข้าหากันเพื่อไปต่อได้ไกล

7
6

5.อยู่กับปัจจุบัน เทให้เป็น อยู่กับความพังให้ได้
บางครั้งกระบวนการก็ไม่เป็นใจ
สิ่งที่เตรียมไว้พังไม่เป็นท่า เมื่อผู้ร่วมกระบวนไม่พร้อม ไม่เป็นอย่างที่คิด
กิจกรรมที่คิดว่าสนุกอาจจะเจื่อนก็ได้
การสนทนาอาจเงียบแทนที่จะมีเสียงแลกเปลี่ยนตลอดเวลา
อะไรๆ ก็เกิดขึ้นในวง ดังนั้นต้องรู้จักเทให้เป็นและอยู่กับความพังให้ได้
บางครั้งการเทมันไปก็ทำให้เราก้าวต่อไปเจอสิ่งที่ดีกว่า
ดีกว่าการทนฝืนแล้วพังไปทุกๆอย่าง ไม่มีความสุขทั้งตัวกระบวนกรและผู้เข้าร่วม
เพราะฉะนั้นกระบวนกรต้องอยู่กับความเป็นปัจจุบันให้ได้
เตรียมพร้อมความยืดหยุ่นสำหรับคนในวงและต่อตัวเองในทุกๆขณะ

6.มั่นคงภายในใจ (Grounding) ให้เป็นนิสัย
เมื่อไหร่ที่กลุ่มเรียนรู้ไม่เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่กระบวนกรต้องทำ คือจัดการกับภาวะของตัวเอง
อย่าปล่อยให้ใจวุ่นวายตามสถานการณ์ไปด้วย ไม่งั้นจะไม่สามารถไปต่อได้เลย
กระบวนกรควรมีความมั่นคงและมีความยืดหยุ่นภายใน มองทุกสิ่งต่างๆบนความเป็นจริง
คล้ายกับการหยั่งรากของต้นไม้ที่เมื่อรากแข็งแรง
แม้จะมีลมแรงกระทบก็ไม่เป็นไร อีกทั้งยังสามารถดูแลสิ่งอื่นๆรอบตัวได้
สิ่งนี้ก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่เราเจอปัญหา
ความมั่นคงจะช่วยให้เราจัดการกับปัญหาตรงหน้า
และเมื่อเราดูแลตัวเองได้ เราก็จะดูแลคนอื่นได้

2

7.จงไต่เพดานตัวเอง
การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อได้ออกจากความคุ้นเคยเดิมๆ ไปอยู่ในสิ่งแปลกใหม่
เราจึงถูกบอกเสมอว่ากระบวนกรต้องออกแบบกระบวนการให้ท้าทายผู้เข้าร่วม
เพื่อให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้ และจงออกแบบกระบวนการให้ท้าทายตัวเอง
ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ไต่เพดานของตัวเองให้สูงขึ้นไป
เพื่อสุดท้ายแล้ว คือการเติบโตของตัวกระบวนกรเอง
พอเป็นแบบนี้ก็อดนึกถึงชีวิตในทุกๆวันนี้ไม่ได้ว่าเราไต่เพดานตัวเองมากแค่ไหน
หรือที่จริงเพดานเราก็หดตัวหมอบคลานกลับไปแล้ว

8.Be authentic
กระบวนการที่จริงใจ ซื่อตรงจะส่งพลังถึงผู้ร่วมกระบวนการ
บางทีเราไม่ได้ต้องการกิจกรรมที่ซับซ้อนมากมาย
แค่กระบวนการที่มาจากใจ ทำในสิ่งที่เชื่อหรือเชื่อในเป้าหมาย
มันก็สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนในใจผู้เรียนได้แล้ว
ดังนั้นก่อนจะจัดกระบวนการใดๆสำรวจความเชื่อตัวเองก่อนสักนิดก็ดี

13

ยังจำวันแรกที่เขียนเป้าหมายการเรียนรู้ของวิชานี้เอาไว้ได้
ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องเทคนิคหรือการสร้างการมีส่วนร่วม
แต่พอได้เรียนเข้าจริงแล้วกลับได้เรียนรู้เรื่อง ความเป็นมนุษย์” 
ตอนนี้คำว่ากระบวนกรในความหมายของตัวเองจึงชัดเจนขึ้น
ไม่ว่านิยามศัพท์ทางวิชาการจะเป็นอะไรก็ตาม
สำหรับเรามันคือการจัดการเรียนรู้ที่มองผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ไม่ใช่วัตถุ
ผู้เรียนมีความหลากหลายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มี dynamic
ความไว้วางใจ ใจดีไร้อคติที่กระบวนกรมอบให้ผู้เรียน
พร้อมทั้งมอบพื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่ในใจสำหรับการเรียนรู้ในแบบของเขา
จะทำให้ผู้เรียนกล้าหาญที่จะเป็นผู้เรียนรู้ด้วยใจเต็มเปี่ยม
แทนที่จะเป็นผู้เรียนที่โดนยัดความรู้โดยไร้ความรู้สึกนึกคิดใดๆ

 

สอนให้น้อย
ให้พื้นที่ผู้เรียนให้มาก


ไม่เพียงแต่จะเห็นความเป็นมนุษย์ในบริบทการจัดการเรียนรู้เท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการทำงานกับมนุษย์ทุกๆ 
บทบาท
ตราบใดที่เราเข้าใจความแตกต่างและความไม่สมบูรณ์แบบของคนได้
เราก็จะสามารถลดความคาดหวังอันสูงส่ง
กลับมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น
และกับตัวเราเอง การอยู่กับความจริงเหล่านี้ในทุกๆ
ขณะ
ก็เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ใจดี อ่อนโยนกับตัวเอง
ยอมรับในความเว้าแหว่งไม่
perfect ของตัวเอง รู้จักให้อภัยความผิดพลาด
มีความมั่นคงในใจหากต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่คาดคิด
และเชื่อมั่นว่าเราสามารถเติบโต
เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

 

การเป็นกระบวนกรสอนให้อยู่กับความจริงและปัจจุบันตรงหน้า


ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของการจัดกระบวนการ
คือ
เวลาที่มีคนแชร์ประเด็นต่างๆออกมา
จนเกิดการถกเถียงตั้งคำถามใหม่ๆ และอาจเลยไปถึงการสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง
มันทำให้เห็นว่ากระบวนการมันทำให้เกิดการเรียนรู้ได้จริงๆ
ทั้งที่ไม่ได้สื่อออกไปตรงๆ
หรือยัดเยียดจนเกินไป
และยังเป็นการพิสูจน์ว่ามนุษย์ล้วนมีของที่พร้อมแสดงออก
และ
คนทุกคนสามารถสร้างการเรียนรู้ได้เอง

5 copy

ดีใจมากๆที่ได้เรียนกับทุกคนนนนนนนนนนนนนน
ขอบคุณรูปจาก
.เปิ้ล .จ๊อยซ์และเพื่อนๆ

1 Comment

Leave a comment