สร้างความเป็นผู้นำผ่านการเดินทางในโลกภายใน

ตั้งแต่เด็กจนโต เรามักถูกสอนว่าคนที่เป็นผู้นำมักมีลักษณะชัดเจน
อย่าง การพูดเสียงดังฉะฉาน การมีอำนาจน่าเกรงขาม อ่อนแอไม่ได้
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เราตัดสินใครสักคนว่าเป็นผู้นำหรือไม่

เราเองก็เคยเป็นเช่นนั้น
การพบเจอใครสักคน สังเกตบุคลิกท่าทางของเขาเพียงไม่กี่นาที
ก็สามารถตัดสินได้ว่าเขามีความเป็นผู้นำมากน้อยเพียงใด
โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เรากำลังตัดสินจากภายนอก เพียงอย่างเดียว

3

สร้างความเป็นผู้นำผ่านการเดินทางในโลกภายใน

เรามีโอกาสไปร่วมเวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่
(Collective Leadership for Young Active Citizen) ในโครงการผู้นำแห่งอนาคต

ค่ายนี้มาแปลก ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าโครงการผู้นำ เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่
แต่ก็ไม่ใช่การสร้าง “ผู้นำ” ด้วยวิธีที่เราคุ้นชิน (หรืออาจจะเริ่มเบื่อหน่ายในยุคนี้)
เพราะที่นี่ สร้างผู้นำด้วยการ “พาเข้าไปค้นโลกภายในตัวเอง”

2
7

กิจกรรมส่วนใหญ่ในค่ายนี้ แบ่งออกเป็น 3 พาร์ทหลัก ๆ
1.การเรียนรู้ เข้าใจ สะท้อนตัวเอง
2.การทำงานร่วมอย่างมีความหมาย
3.คุณค่าของตัวตนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์สังคม-โลก

ซึ่งแต่ละพาร์ทดำเนินไปด้วยกิจกรรมเกมที่หลากหลาย
ชวนให้เราสำรวจตัวเอง และค้นหาจุดที่เรายืนอยู่ในวันนี้
ว่าเราเป็นใคร ความกลัว ความกังวล สิ่งที่อยู่ในใจคืออะไร

5

การเรียนรู้ เข้าใจ สะท้อนตัวเอง

วันแรกของการทำกิจกรรม เราทุกคนหมกหมุ่นไปกับการเข้าไปสำรวจโลกภายในตัวเอง
กิจกรรมหลายหลากล้วนชวนให้เราเดินเข้าไปในมุมที่เราเดินออกมาแสนไกล
เราได้เดินเข้าไปเยี่ยมตัวเราในอดีตอีกครั้ง
ใช้สายตาของวัยเด็ก ใคร่ครวญถึงความสุขที่เราหลงลืมไป
แล้วเล่าให้เพื่อนแปลกหน้าที่พึ่งเจอกันครั้งแรกฟัง
มันดูเป็นเรื่องแปลกที่เราสามารถย้อนวันเวลาไปกับคนแปลกหน้า
แม้จะไม่ทั้งหมด แต่คนที่ตรงนี้ก็รับรู้เรื่องของเรามากกว่าใครบางคนที่เจอกันมาทั้งชีวิต

ในขณะเดียวกัน เมื่อเราได้ฟังเรื่องของเพื่อน
มันก็คือการได้ฝึกฝนการเป็นผู้ฟัง ฟังแบบไม่แทรก ไม่ตัดสิน ไม่ด่วนสรุป ไม่มีอคติ
เป็นการฟังอย่างเคารพกันและกัน และเมื่อใจเรารับฟัง
ปล่อยตัวเองไปกับเรื่องราว เราจะเข้าใจเขามากขึ้น

6

ต่อจากนั้นก็ได้ใคร่ครวญถึงชีวิตปัจจุบันกับเกมที่คล้ายวิ่งไล่จับ
เพียงแต่ครั้งนี้เราต้องไล่จับ ความสำเร็จ ความรัก มิตรภาพ
ความท้าทายคือต้องกลั้นหายใจไปด้วย เมื่อลมหมด ก็หมดสิทธิ์วิ่งไล่ต่อ

เราต้องเลือกว่าภายในลมหายใจของเรา เราจะเลือกวิ่งไล่สิ่งใด
สิ่งที่สำคัญที่สุด และมีความหมาย
บ้างก็วิ่งหาความสำเร็จ บ้างก็วิ่งหาความรัก

สำหรับเราความยากไม่ใช่การวิ่งไปจับ แต่การต้องแก่งแย่งกับเป้าหมาย
ที่ไม่ใช่เราคนเดียวที่หมายปอง แต่คนนับสิบล้วนมุ่งมั่น และแย่งชิง
ก็เหมือนในชีวิตนั่นแหละ ที่ของเหล่านี้ ไม่ได้มีเราคนเดียวที่อยากได้
มันเป็นของที่ใครก็ล้วนใฝ่ถึง – และเราเองก็พ่ายแพ้ให้กับความวุ่นวายเหล่านี้

21

มนุษย์ล้วนมีทุกตัวตน

ช่วงบ่ายเราได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องตัวตนของมนุษย์
ที่ทำให้ชวนสงสัยว่าแล้วสุดท้ายนี้ ตัวเราในวันนี้เป็นใครกันแน่
ตามหลักของ Voice Dialogue นั้นบอกไว้ว่า
ในตัวตนของมนุษย์ล้วนมีเสียงเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่เต็มไปหมด
และมนุษย์นั้นก็มีทุกตัวตนในคนคนเดียว
ที่เราเคยคิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ ไม่เป็นแบบนั้น
ที่จริงแล้วมันเป็นผลพวงของการเติบโต ผ่านศาสนา วัฒนธรรม ครอบครัว สังคมที่เราอยู่
สิ่งเหล่านี้ที่มันหั่นตัวตนของเราออกเรื่อยๆ จนเราเชื่อว่าตัวเองเป็นได้ “แค่เท่าที่เห็น ที่รู้สึก”

8

พอได้เรียนเรื่องนี้ เลยทำให้ฉุกคิดถึงคำว่า “ชีวิตไม่มีลิมิต” คำนี้อาจไม่ใช่แค่คำโฆษณา
ในเวลาที่เราต้องทำอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ แล้วเราทำได้อย่างน่าอัศจรรย์
มันเป็นเพราะเราถูกปลุกตัวตนภายในออกมาหรือเปล่า
ตัวตนที่หลุดออกมานอกกรอบข้อจำกัดต่างๆ
เป็นเหตุผลที่เราไม่ควรเชื่อว่าเราทำได้แค่นี้
ในเมื่อมันมีคุณลักษณะมากมายที่อยู่ในตัวเรา

10

การทำงานร่วมอย่างมีความหมาย

วันที่ 2 เป็นการพาตัวเองออกมาไกลขึ้นจากตัวตน

เริ่มลองทำงานร่วมกับคนอื่น
เราเล่นเกมมังกรไล่หาง เกมตี่จับ
มันอาจดูเหมือนเป็นเกมที่คุ้นเคย
แต่เมื่อเราเฝ้ามองตัวเอง จะพบสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ

9
11

ในเกมส์ตี่จับ เราเคยถามตัวเองมั้ย ว่าเราเป็นใครในการแข่งขันนี้
เราจะเป็นคนที่พร้อมบุกไปจับฝ่ายตรงข้าม?
เราเป็นคนที่พร้อมบุกเพื่อช่วยเพื่อนเชลย?
เราเป็นคนที่กล้าวิ่งออกไป ไม่กลัวสิ่งใด?
เราเป็นคนที่จะเฝ้าเชลยอยู่เพียงอย่างเดียว?
เราเป็นคนที่วางแผนการบุก?
เราเป็นคนที่ยอมทำตามคำสั่งในทีม?
เราในเกมส์นี้ ก็เหมือนเราในองค์กร หรือบทบาทที่เรารับผิดชอบอยู่
สิ่งที่เราเล่น อาจคล้ายคลึงกับบทบาทที่เราเล่นในชีวิตจริง

13
22

กลางคืน เราถูกพาไปเผชิญความกลัวในใจตัวเอง
เราโดนท้าทายให้ออกไปพูดถึงความกลัวที่ฉุดรั้งเราไว้ไม่ให้ไปไหนต่อหน้าเพื่อนทุกคนในค่าย
ด้วยสายตาที่จับจ้อง และความไม่มั่นคงในจิตใจ
พวกเราถูกท้าทาย…
บางคนเสียงสั่นเครือ บางคนพูดตะกุกตะกัก บางคนก็พูดอย่างมุ่งมั่น
แม้ความกลัวจะแตกต่าง แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้ว่าทุกคนมีเหมือนกัน
คือ ความอยากหลุดพ้นจากความกลัวเหล่านั้น
เพื่อจะได้ก้าวต่อไป ไม่มีอะไรมารั้งการโบยบิน

4
15

คุณค่าของตัวตนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์สังคม-โลก

วันที่ 3 ค่ายชวนเราใคร่ครวญตัวเองกับโลกภายนอก
ผ่านการเขียนจดหมายถึงตัวเอง แต่ไม่ใช่แค่นั้น
เพราะเรายังต้องออกมาอ่านจดหมายให้เพื่อนในค่ายฟัง
แต่ละคนล้วนแตกต่าง คนในแต่ละช่วงวัย
มีประเด็น และสิ่งที่อยู่ในใจหลากหลาย
การได้รับฟังความในใจที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกเปิดออก
เลยทำให้ได้เห็นความเป็นมนุษย์ในแบบที่เป็นจริง
ความสุข ความเศร้า เสียใจ ความฝัน การให้กำลังใจตัวเอง
การดูถูกตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง กดดันตัวเอง
ล้วนถูกเปิดเผย จนทำให้เราเห็นว่า เรื่องเหล่านี้ล้วน “ธรรมดา”
ไม่ว่าใครก็ต้องเคยประสบ ความทุกข์ของเรา กับของเขาไม่แตกต่างกัน

เรื่องราวในจดหมายแต่ละคน ล้วนเชื่อมโยงในบางส่วนบางตอน
จนออกจะอัศจรรย์ในคำว่าจักรวาลจัดสรรอยู่ไม่น้อย

16

มนุษย์ล้วนเป็นครูซึ่งกันและกัน

สำหรับเราสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้ ไม่มีช่วงไหนเลยที่ค่ายพาเราออกจากตัวเอง
แม้จะเป็นกิจกรรมกลุ่ม เราก็ยังคงถูกเชื่อมโยงเข้าไปในโลกของตัวเอง
เราได้เข้าไปมองตัวตนของเราในปัจจุบัน
เราชัดเจนขึ้นว่าเราเป็นใคร กลัวอะไร อยากได้อะไรในจักรวาลแห่งนี้
เราเห็นความไม่สมประกอบของความคิด ใจ และกายของตัวเองในช่วงเวลาต่างๆ
เป็นบทเรียนที่ช่วยให้กระจ่างแจ้งว่าคนหนึ่งคนล้วนไม่สมประกอบ

17

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ค้นพบประตูบานที่ถูกปิดไว้ของชีวิต
กุญแจที่ไขยากที่สุดของมนุษย์ มีชื่อเรียกว่าความเชื่อ
การที่เชื่อว่าเราเป็นไปได้แค่นี้ ทำให้เราพลาดโอกาสอะไรไปมากมาย
คงถึงเวลาที่จะปลดล็อคกุญแจดอกใหญ่ออกไปซะที

นอกจากเราจะได้เป็นครูให้ตัวเอง
เราก็ถูกนำพาไปสังเกตการณ์ชีวิตเพื่อนคนอื่นอย่างมีมารยาท
เราได้มองเห็นความเป็นเขาในวันนี้ ล้วนเกี่ยวพันกับอดีตที่ผ่านมา
ความกลัว ความสุข ความมุ่งหวัง ล้วนเชื่อมเกี่ยวกัน
และไม่มีใครเลยที่ไม่มีความเจ็บปวด
เพื่อนบางคนกำลังติดบ่วงความผิดพลาดในอดีต จนไม่กล้าไปไหนต่อ
บางคนตามหาคำว่าประสบความสำเร็จจนรู้สึกเหนื่อยล้า
บางคนอยากบอกลากับความรู้สึกผิดบางอย่างในใจ

เพื่อนทุกคนล้วนเป็นครู
ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของโลกนี้
ความจริงที่ว่า เราล้วนแตกต่าง
มนุษย์ไม่มีคำว่า Copy Paste

12

จงเป็นผู้นำที่เติบโต ดั่งแก้วที่พร้อมขยายขนาด

จากวันแรกจนวันสุดท้าย
คำตอบที่ว่าทำไมต้องสร้างผู้นำด้วยการเดินสู่โลกภายในมันก็มีคำตอบในตัวของมันเอง
สำหรับเรามันไม่มีอะไรมากกว่า เมื่อผู้นำเข้าใจตัวเอง เขาก็จะเข้าใจความแตกต่างของบุคคล
การที่เราเห็นภาวะไม่สมประกอบ หรือกราฟเรื่องราวในชีวิตตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน

จะช่วยให้เรามองมนุษย์ในแบบที่เป็นมนุษย์มากขึ้น
ไม่ได้ใช้ไม้บรรทัดคัดกรอง
และพยายามทำทุกคนให้เหมือนกัน
แต่จะพาความแตกต่างไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้

มากกว่านั้นผู้นำที่เข้าใจตัวเอง จะคลี่ขยายตัวเองได้มากขึ้น
จะมองเห็นว่าขาดอะไร ควรเติมอะไร
ควรจัดการปัญหาด้วยวิธีแบบไหน
ไม่ยึดติดเป็นน้ำเต็มแก้ว แต่จะเป็นแก้วที่พร้อมขยาย ในทุกสถานการณ์
โดยเฉพาะในสถานการณ์ความแตกต่าง
เพราะถ้าไม่ฝึกรับฟังความแตกต่าง ในที่สุดก็จะถึงทางตัน

สุดท้ายแล้ว เราคงไม่อยากเป็นผู้นำที่ออกคำสั่ง
แต่ไม่เคยเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตนเองเลย

18
20

แม้ต้นค่าย เราสับสนว่าสุดท้ายตัวตนเราเป็นใคร
การเข้าไปโลกภายใน มันชวนให้เราหาคำตอบนี้เหลือเกิน
คำตอบที่มีสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ชัดเจน และเป็นเอกฉันท์
แต่เมื่อทุกอย่างถึงข้อสรุป เราค้นพบว่า มันไม่มีคำตอบ, ตัวเราคือทุกอย่าง
เรานั้นยืดหยุ่น ไม่ใช่หินอันแข็งกระด้าง
การมองหาตัวตนและสรุปว่าตัวเองเป็นอย่างไรก็คงจะเป็นความกดดันและขึงตึงกับตัวเองเกินไป
ตัวเราคือความเป็นไปได้ ที่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
นั่นคือสิ่งที่เราตอบตัวเอง

Note to myself
คุณสมบัติของผู้นำ
1.การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
2.การห้อยแขวนการตัดสิน (Suspending)
3.การเคารพผู้อื่น (Respecting)
4.การเผยเสียงที่แท้จริง (Voicing)

ขอบคุณภาพจาก โครงการผู้นำแห่งอนาคต

Leave a comment