เชื่อมโยงความรู้กับตัวตน เพื่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
เป็นเหมือนกันมั้ย ที่หลายครั้งเวลาไปเข้าคลาส หรือเรียนอะไรใหม่ๆ มา
ก็มักตั้งคำถามว่าแล้วสิ่งที่เราเรียนมานั้นมันเกี่ยวกับเราอย่างไร?
วิชานี้จะเอาไปใช้ได้แค่ไหน? มีประโยชน์หรือเปล่า?
เราเองก็เคยจมกับคำถามพวกนี้เหมือนกัน
พอรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมา มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเลย
ก็พาลไม่สนใจ หรือเทเอากลางทางเสียอย่างนั้น
จนเมื่อไม่นานมานี้ เราได้รู้จักการเขียนสะท้อนคิดหลังการเรียน (เขียน Reflection)
พอได้ลองทำ ก็เลยได้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงเชื่อมโยงตัวเองกับบทเรียนไม่ได้เลยในอดีตที่ผ่านมา
สิ่งนั้น มันเป็นเพราะเราไม่ได้ “ตกตะกอน” สิ่งที่เรียนนั่นเอง

ขั้นตอนของการเขียน Refection
การเขียนสะท้อนคิด (Refection) เป็นการเขียนที่เน้นทำงานกับตัวเอง ใช้เวลากับตัวเอง
เพื่อหยุด และย้อนมองไปถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เรียนรู้มา
จากนั้นก็คลี่มันออกมาให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนรู้นั้นๆ บ้าง
เมื่อคลี่ออกมาแล้ว สิ่งสำคัญที่เรียกว่าเป็นหัวใจของการเขียนสะท้อนคิดคือ
การคิดต่อยอดไปว่าแล้วสิ่งเหล่านั้นมันเชื่อมโยงกับตัวเราอย่างไร
ทั้งในแง่ความรู้ และ ความเชื่อ
การเขียนสะท้อนคิด ไม่มีรูปแบบตายตัว
ไม่ต้องใช้ภาษาสวยหรู แต่สื่อสารตรงตามใจผู้เขียนได้ดีที่สุด
เพียงแต่หัวข้อที่เขียนขอให้ครอบคลุม หัวข้อดังนี้
1.อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง (What/When/Who/Where)
2.การวิเคราะห์ตัวตน (ตัวเรารู้สึกอย่างไร และคิดเห็นอย่างไรในเวลานั้นๆ)
3.การประเมินตัวตน (สิ่งที่เรียนสอดคล้อง ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่ออย่างไร และเราจะทำอย่างไรต่อไป นำมาปรับใช้ได้อย่างไร)
ย้ำว่า รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร เขียนออกมาเลย

ประโยชน์ของการเขียนแบบนี้
คือการที่ได้ทบทวนสิ่งที่เรียนมา และได้ตกตะกอนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะที่เรียน
รวมถึงการเช็คความเข้าใจ ช่องว่าง หรือสิ่งที่ต้องเติมเต็มต่อไปเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้น
อย่างเช่น เราเรียนเรื่องศาสนามา เราอาจจะเขียนไปว่า
“ในคาบนั้นเราได้เรียนเรื่องการเกิดของศาสนาต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร
ตื่นเต้นมากที่ได้รู้ว่าแต่ละศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่เรียนนานๆ ไปก็รู้สึกเบื่อเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย คือการที่แต่ละศาสนานั้น
เกิดขึ้นมาได้จากผู้นำเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่การรวมกลุ่ม หรืออะไรยิ่งใหญ่เป็นกองทัพ
ประเด็นนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เรามาก เพราะแต่ก่อนเชื่อว่าการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร
ต้องเกิดจากคนหมู่มาก แต่จากตัวอย่างของศาสนาทำให้เห็นว่าถ้ามีใจที่เด็ดเดี่ยว แค่คนเดียวก็สามารถทำได้”
จะเห็นว่าตัวอย่างที่ยกมา มีครบหมดทั้งรายละเอียดของคาบเรียน ความรู้สึก และสิ่งที่ได้เรียนรู้
(ฉบับจริงยาวกว่านี้มากนะ มีอะไรใส่มาหมดเลย 555) แต่ทั้งนี้รูปแบบการเขียนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
บางคนอาจชอบเขียนแบบแยกประเด็นก็ได้

ไดอารี่การเรียนรู้
การเขียนสะท้อนคิด ควรทำหลังจากเรียนรู้ให้เร็วที่สุด
เพื่อให้ไม่ตกหล่นความคิด ความรู้สึกในช่วงเวลานั้น
ช่วงแรกๆ ที่เขียนสะท้อนคิด เราก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่แน่ใจว่าทำถูกต้องหรือเปล่า
แต่พอเขียนไปสักพัก ความรู้สึกและสิ่งที่คิดมันก็ไหลออกมาเอง
จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการเขียนไดอารี่ แต่เป็นฉบับการเรียนรู้
ที่ได้ลองคิดทบทวนถึงสิ่งที่เรียนมาและย้อนไปถึงความรู้สึกและความเชื่อของตัวเองต่อบทเรียนนั้นๆ
ทำให้เราเห็นจุดยืนของตัวเอง เราได้รู้ว่าจะนำความรู้ไปใช้ตรงไหน ต่อยอดอะไรได้บ้าง
ได้รู้ว่าเราชอบ หรือเกลียดอะไร และเราควรพัฒนาอะไร เรียกว่ารู้จักตัวเองมากขึ้นนั่นเอง
เรารู้สึกว่าการเรียนรู้ของเรามันสมบูรณ์แบบมากขึ้น
เพราะมันกลับมาที่ตัวเราเองจริงๆ
ไม่ใช่การเรียนไปงั้นๆ แต่เรียนเพื่อไปต่อและพัฒนาตัวเอง
เขียนสะท้อนคิดเป็นการเช็คความรู้
และเช็คความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน

จากแรกๆ ที่ต้องเขียน ใช้เวลาทบทวนนิดหน่อย
แต่เดี๋ยวนี้ เวลาเจออะไรเข้ามาในชีวิตประจำวัน
สมองมันก็ทำงานประมวลผล จับความคิด ความรู้สึกไปทันที
ซึ่งมันช่วยให้เราจับความรู้สึกตัวเองได้ คอนโทรลตัวเองได้ดี
และรู้ว่าต้องการอะไรจากสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่
ถ้าใครพบปัญหาเรียนไปทำไม? หรือรู้สึกเก็บความรู้อะไรไม่ได้
ลองใช้วิธีนี้ลองดูนะ
อาจจะพบบางแง่มุมที่เรามองพลาดไป
แล้วทำให้เรามีกำลังใจสู้ต่อ
Visit page: like a kid

1 Comment